![]() |
|
นายคมสัน เปี่ยมชูชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียน |






![]() | Today | 25 |
![]() | Yesterday | 235 |
![]() | This week | 811 |
![]() | Last week | 1147 |
![]() | This month | 4239 |
![]() | Last month | 7064 |
![]() | All days | 119885 |
Your IP: 38.107.179.221
,
Today: ก.พ. 23, 2012
เมื่อแม่เป็นนักเรียนนอก
-
พฤหัสบดี, 09 ธันวาคม 2010
-
Created byAdministrator
-
Categories
เต้ยและตั้มลูกรัก
ลูกขอให้แม่เล่าเรื่องเมืองนอกให้ลูกฟัง แม่ขอเปลี่ยนเป็นเขียนบันทึกแทนก็แล้วกันนะจ๊ะ เราจะเป็นอะไรนั้นต้องมีความอยากหรือกิเลสเป็นอันดับแรก แม่อยากไปเมืองนอกตั้งแต่เด็ก แล้วเมืองนอกของแม่ก็ไม่ใช่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือแม้กระทั่งยุโรป เมืองนอกของแม่หมายถึงสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
ทำไมนะรึ
ก็เพราะแม่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นะซี ไม่มีประเทศไหนจะยิ่งใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกาอีกแล้วในห้วงสงครามเย็น ตู้หนังสือของคุณตามีแต่หนังสือวรรณกรรมอเมริกัน และวารสารเสรีภาพซึ่งออกโดยยูซิส หรือสำนักงานข่าวสารอเมริกัน แม่จำได้ว่ามี
นวนิยายเรื่อง Tender Is the Night ของ จอห์น ฟิตซ์เจรัลด์ (John Fitzgerald) รวมอยู่ด้วย ปกสวยโรแมนติกทีเดียว เป็นรูปหนุ่มสาวตระกองกอดใต้แสงจันทร์ แม่ให้คำมั่นกับตัวเองว่าวันหนึ่งแม่จะต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นให้ได้
แม่เข้าเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนสุทธานุสรณ์ อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตอนนั้นคุณตาเป็นนายอำเภอที่นั่น ส่วนคุณยายสอนหนังสือที่โรงเรียน
ผักไห่ “ สุทธาประมุข” ซึ่งเป็นโรงเรียนที่แม่เป็นผู้บริหารอยู่ในขณะที่เริ่มเขียนบันทึกนี้ลงในเว็บไซต์ของโรงเรียน เพื่อให้ลูกศิษย์ของแม่ได้มีโอกาสได้อ่านด้วย
ตอนนั้นคุณยายน่าจะสอนภาษาอังกฤษ เพราะแม่เห็นคุณยายเอาหนังสือ Direct Method ของมล. มานิจ ชุมสาย มาอ่านเตรียมการสอนทุกวัน แม่ก็เลยได้ฝึกไปกับคุณยายด้วย แม่พูดเรื่องนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็กทุกคน แม่โชคดีที่คุณตาคุณยายเห็นคุณค่าของการศึกษาและให้ความสำคัญต่อภาษาอังกฤษ เต้ยและตั้มโชคดีกว่านั้นอีกเพราะมีแม่เป็นนักเรียนนอก แต่ลูกลองถามตัวเองด้วยว่าใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงดังกล่าวคุ้มค่าไหม
พอคุณตาลาออกจากราชการเพื่อสมัครผู้แทนราษฎร เราย้ายมาอยู่บ้านของเราเองที่ถนนบางเอียน ( เดิมทีชื่อถนนราเมศวร) อำเภอพระนครศรีอยุธยา แม่มาเข้าเรียนต่อชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสุนทรวิทยา แม่เดินไปโรงเรียนได้สบายๆ ใช้เวลาไม่เกินห้านาที
ที่นั่นครูประจำชั้นที่ชื่อคุณครูฉวีจะวานแม่ให้นำการอ่านภาษาอังกฤษเป็นประจำ ตอนปิดเทอมป้าเอื้องซึ่งมาจากกรุงเทพจะช่วยสอนภาษาอังกฤษให้แม่อีกแรง เวลาท่องศัพท์ไม่ได้จะโดนหยิกเป็นประจำ นับว่าป้าเอื้องเป็นปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่ทำให้แม่เก่งภาษาอังกฤษ
อีกหลายปีต่อมาลูกศิษย์(แม่)จึงได้มีโอกาสตอบแทนคุณครู(ป้าเอื้อง) โดยการช่วยเขียนเรียงความภาษาอังกฤษจนได้เอทุกครั้ง ตอนนั้นลูกศิษย์เรียนโรงเรียนเตรียมฯ ส่วนคุณครูเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเมื่อทำงานแล้วยามใดที่เธอติดขัดเรื่องของภาษาโดยเฉพาะตอนที่ต้องส่งโทรสารไปต่างประเทศ ป้าเอื้องก็จะต่อสายด่วนจากสำนักปลัดกระทรวงเศรษฐการ (กระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบัน) มาหาแม่ที่ศูนย์พัฒนาหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการทันที ป้าเอื้องกลัวเสียชื่อ”นักเรียนใน” เพราะหัวหน้าเป็น”นักเรียนนอก”
แม่จบประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนสุนทรวิทยา แล้วสอบคัดเลือกเรียนต่อที่
โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดและคุณยายสอนอยู่ที่นั่นด้วย
คราวนี้คุณยายเปลี่ยนมาสอนไวยากรณ์ไทยและขับร้องเพลงไทยเดิม ซึ่งเป็นวิชาที่แม่ไม่เอาไหน
แม้ว่าคุณยายจะเคี่ยวเข็ญเพียงไรก็ตาม
ที่โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ แม่มีโอกาสได้เรียนกับครูชาวต่างชาติเป็นครั้งแรกเมื่ออยู่ม.๓ เธอเป็นอาสาสมัครอเมริกันชื่อ มิสแนนซี ดิมมิท( Miss Nancy Dimmit ) มาจากเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่ มิสแนนซี ดิมมิท สุภาพเรียบร้อย วันเสาร์อาทิตย์แม่ชอบชวนเธอไปเที่ยวชมพระราชวังโบราณเพื่อจะได้ฝึกภาษาพูด บางครั้งก็ชวนไปทานอาหารไทยฝีมือคุณยายที่บ้าน เราสนิทกันมาก เสียดายที่ขาดการติดต่อไปหลังเธอกลับอเมริกา
ถ้าลูกอยากพูดภาษาอังกฤษเก่ง จงอย่าขลาดอาย จำเอาไว้ให้ขึ้นใจ
ป้าทัศน์เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำให้ภาษาของแม่กระดิกหู เพราะว่าเธอรัวภาษาอังกฤษตลอดชั่วโมง อันที่จริงแล้วคุณครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์มีส่วนทำให้แม่เรียนภาษาอังกฤษได้ดีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นป้าทัศน์ ( อาจารย์ทัศนีย์ สงวนสัตย์) อาจารย์กิ่งกาญจน์ เนตราคม อาจารย์เฉลียวจิต เฉลียวพจน์ หรือคุณครูสมหมาย กิจจาทร
และแล้วแม่ก็ตัดสินใจเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เพราะที่โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ไม่มีแผนกศิลปะ แม่อยากเรียนอักษรศาสตร์เพื่อจะได้เป็นนักเขียน ทั้งที่คุณยายอยากให้แม่เรียนแผนกวิทยาศาสตร์เพื่อจะได้เป็นหมอ แม่โชคดีที่ไม่โดนบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ พอมาถึงคราวเต้ยกับตั้ม ลูกจึงได้รับเสรีภาพเต็มที่ในการเลือกทางเดินชีวิตเช่นกัน
แม่เข้ามาเรียนกวดวิชาหนึ่งเดือนที่กรุงเทพฯ ในชีวิตแม่ไม่มีครั้งใดที่แม่ขยันดูหนังสือเท่าครั้งนี้ เพราะรู้ดีว่าขืนสอบไม่ติดจะไม่มีที่เรียน คุณยายปรามาสแม่ว่าไม่มีทางได้อยู่ห้องคิงเหมือนป้าอูด เพราะแม่ไม่ค่อยขยันเท่าไรในสายตาของท่าน แต่คุณตาตรงกันข้าม ท่านเชื่อมั่นในตัวแม่เสมอว่าต้องทำได้ และเตือนคุณยายด้วยว่าอย่าเคี่ยวเข็ญแม่นัก
ผลสุดท้ายแม่สอบเข้าโรงเรียนเตรียมฯ ได้และอยู่ห้องคิงเสียด้วย เรียกว่าเชื้อไม่ทิ้งแถว ลูกคงอยากรู้ว่าการได้อยู่ห้องคิงมีผลดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษของแม่ไหม
มีมากทีเดียวลูกรัก
ประการแรกแม่ได้อาจารย์ชาวไทยที่เข้มแข็งมาสอนภาษาอังกฤษด้านการอ่าน ตอน
ม.ศ.๔ได้แก่ อาจารย์พรรณชื่น ( คุณหญิงพรรณชื่น รื่นศิริ) และม.ศ.๕ได้แก่ อาจารย์สดี
อังศุสิงห์ ทั้งสองท่านเป็นอาจารย์ประจำชั้นด้วย เรื่องที่แม่อ่านสมัยนั้นไม่ได้สนุกสนานเหมือนสมัยนี้ ศัพท์ก็แสนยากและโบราณ แม้นจะsimplified แล้วก็ตาม เช่น A Tale of Two Cities,
David Copperfield, Oliver Twist , แต่ก็ทำให้พวกเรามีความรู้ด้านศัพท์ลึกซึ้งและกว้างขวาง
ประการที่สอง แม่มีอาจารย์ชาวอังกฤษที่ทั้ง หล่อ และเก่ง มาช่วยสอนด้านการใช้ภาษา ท่านชื่อ มิสเตอร์โรเจอร์ ฮอว์กี้ (Mr. Roger Hawkey) แม่ถูกฝึกให้เขียนบันทึกประจำวันเป็นภาษาอังกฤษ เรียกว่า “ Thoughts for the Day “ อาทิตย์หนึ่งอาจารย์จะเรียกสมุดไปตรวจทีหนึ่ง ระหว่างนั้นอาจจะมีการสุ่มเรียกให้อ่านในชั่วโมง เป็นการกันไม่ให้เกิดคนประเภท “ ดินพอกหางหมู” การเขียนภาษาอังกฤษของแม่จึงดีมากในช่วงนี้
Last but not least แม่ได้เพื่อนดี เพื่อนแม่หลายคนมาจากโรงเรียนฝรั่ง(โรงเรียนเอกชนที่เน้นการสอนภาษาอังกฤษ) ทั้งอัสสัมชัญ วัฒนาวิทยาลัย มาแตร์เดอี
กรุงเทพคริสเตียน แม่ได้เพื่อนเหล่านี้เป็นตัวอย่างในการออกเสียง และสำเนียงภาษาอังกฤษที่ดี โดยเฉพาะน้าจอย(อมรา ฉายะพงศ์)ซึ่งมาจากโรงเรียนสาธิตปทุมวัน แต่เคยอยู่ต่างประเทศหลายปี น้าจอยพูดภาษาอังกฤษได้ไพเราะมาก และเป็นตัวแทนโรงเรียนในการแข่งขันภาษาอังกฤษเสมอๆ
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งเราชอบดูหนังฝรั่งกันเป็นประจำ หนังฝรั่งสมัยก่อนไม่มีการพากย์ไทย เราอาศัยอ่าน subtitle แทน ซึ่งช่วยให้เราคุ้นกับการฟังบทสนทนาโต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น
แม่จำได้ว่าหนังยอดนิยมยุคนั้นมักเป็นหนังเพลง เช่น The Sound of Music, My Fair Lady,The Singing Nun, เป็นต้น พอดูหนังเสร็จเราก็พากันหัดร้องเพลงในหนังเหล่านั้น ทำให้ได้สำนวนต่างๆ มากมายซึ่งเป็นความรู้ที่ตกผนึกมาจนกระทั่งทุกวันนี้
ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ภาษาอังกฤษของแม่ดีวันดีคืน และสอบทุน A. F. S. ได้ในปลายปีม.ศ. 4 นั่นเอง
แต่แม่ไม่ได้ไปเมืองนอกในคราวนั้นหรอกนะ เนื่องจากเขาหาครอบครัวอุปถัมภ์ไม่ได้ คุณตาดีใจเพราะไม่อยากให้แม่ไปเท่าไร กลัวจะเสียลูกสาวให้หนุ่มมะกันกระมัง
คนที่ดีใจอันดับต่อมาคือคุณหญิงพรรณชื่น อาจารย์ประจำชั้นแม่เอง
ปีนั้นมีนักเรียนจากห้อง 58 สอบชิงทุน A. F. S. ได้ 3 คน ได้แก่ น้าลิง ( ดร. ดารารัตน์ อานันทนสุวงศ์) น้าต้อย ( ประไพรัตน์ จรดล -คนดังของการบินไทย) และแม่
คุณหญิงพรรณชื่น เรียกเราสามคนไปพบและขอร้องให้สละสิทธิ ท่านไม่อยากให้เราเสียเวลาเรียนหนึ่งปี ท่านบอกว่าอย่างเรานั้นได้ไปเรียนต่อต่างประเทศแน่ ถึงจะไม่เอาทุน
เอ.เอฟ.เอส ก็ตาม
คนที่ฟูมฟายมากที่สุดคือน้าต้อย เนื่องจากครอบครัวอุปถัมภ์ชาวอเมริกันได้เขียนจดหมายติดต่อน้าต้อยแล้ว น้าต้อยมีความสุขที่จะไปอยู่กับครอบครัวดังกล่าวมาก โดยเฉพาะพี่ชายสุดหล่อที่ชื่อบิลลี่ (ดูจากรูปถ่ายที่ส่งมา) ทำให้พวกเราฮัมเพลง Billy กันทั้งวัน
ลูกต้องไม่รู้จักเพลงนี้แน่ มันเป็นเพลงดังของยุคนั้นทีเดียว
เนื้อเพลงกล่าวถึงหนุ่มที่ชื่อ Billy ว่าทำอะไรเข้าท่าไปเสียหมด
“ For when I walk, I always walk with Billy
Cause Billy knows just where to walk.
And when I talk, I always talk with Billy
Cause Billy knows just how to talk.
…………………………………………
That’s why I always dream of Bill.”
นั่นคือเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมสาวเจ้าถึงฝันถึงหนุ่มบิลทั้งวัน
แล้วทั้งน้าต้อยและน้าลิงก็ทิ้งแม่ไปอเมริกา
แม่ผิดหวังนิดหน่อยแต่ไม่ซีเรียสอะไร เพราะต้องทุ่มเทให้กับการสอบไล่ประจำปีซึ่งใช้ข้อสอบกระทรวงศึกษาธิการ จะมีการประกาศรายชื่อนักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละสาย สายวิทยาศาสตร์ ต้องได้คะแนนรวมทุกวิชาไม่ต่ำกว่าร้อยละ๘๐ สายศิลป์ต้องได้คะแนนรวมทุกวิชาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๕
แม่เครียดเพราะโรงเรียนตั้งความหวังว่านักเรียนห้องคิงควรได้ติดบอร์ดทุกคน แต่แย่กว่านั้นแม่มีป้าอูดเป็นตัวเปรียบเทียบ
ป้าอูดเคยได้อันดับหนึ่งของโรงเรียนและอันดับสองของประเทศ
แม่สอบได้อันดับที่ ๕๙ คะแนนร้อยละ ๗๙ คุณตาดื่มฉลองให้ในวันประกาศผล เขาประกาศทางวิทยุกระจายเสียง ใครก็ตามที่ได้ติดบอร์ดจะถูกประกาศชื่อว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนอะไร และปัจจุบันเป็นนักเรียนโรงเรียนไหน
ได้ชื่นชมทั่วหน้าทั้งพ่อแม่และครู
แต่ขอบอกก่อนนะว่าแม่ไม่เคยกวดวิชาเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนยุคของลูก
แม่เพียงแต่ไม่โดดเรียน ขยันทำการบ้าน ทบทวนบทเรียนสม่ำเสมอ ประกอบกับแม่ได้อาจารย์ที่มีวิญญานของความเป็นครู โดยเฉพาะ อาจารย์อัมพิกา มีกังวาล ซึ่งสอนภาษาฝรั่งเศส ท่านจะให้พวกเราเข้าเรียนตั้งแต่ ๗.๓๐ น. ก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ แล้วเรียนเพิ่มเติมอีกครั้งตอนกลางวัน นักเรียนห้องคิงมีเวลากินอาหารกลางวันประมาณ ๒๐ นาที ขณะที่นักเรียนห้องอื่นพักเต็มชั่วโมง ยิ่งกว่านั้นตอนสอบกลางปี ถ้าใครได้คะแนนไม่เต็ม อาจารย์จะเรียกไปพบทีละคน อธิบายข้อผิดพลาดที่เราทำ พร้อมกับลงโทษด้วยการหยิกตามจำนวนผลงานของเรา เช่น คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน แม่ได้ ๑๖ คะแนน ท่านจะหยิกแม่ ๔ที ปรากฏว่ากว่าจะถึงคิวแม่ อาจารย์เหนื่อยเสียก่อน ต้องยกยอดไปวันหลัง
คุณครูแบบอาจารย์อัมพิกาลูกเคยเจอบ้างไหมในชีวิตของลูก ถ้าเจอถือว่าเป็นมงคลต่อชีวิตของลูกอย่างยิ่ง มีเวลาเมื่อไรควรไปกราบคารวะท่านบ้างเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที
เพราะในปัจจุบันครูที่จะทุ่มเทให้ศิษย์โดยไม่หวังผลตอบแทนเช่นนี้ หายากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
หลังสอบปลายปีแล้วแม่เรียนกวดวิชาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาอีกหนึ่งเดือน เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย จำได้ว่าค่ากวดวิชาแค่ ๒๐๐ บาทเท่านั้น ไม่ได้เป็นหมื่นๆเช่น
ทุกวันนี้
แม่รู้ผลสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยล่วงหน้าหนึ่งอาทิตย์ เพราะป้าเอื้องฝากเพื่อนที่มหาวิทยาลัยมหิดลช่วยดูให้ แม่ได้คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งแม่เลือกเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อนที่ห้องได้คณะที่ปรารถนาอันดับหนึ่งทุกคน หลายคนเรียนได้ไม่ครบเทอมก็ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยได้ทุนเล่าเรียนหลวงบ้าง ทุนโคลัมโบบ้าง ทุนรัฐบาลญี่ป่นบ้าง สมดังคำทำนายของอาจารย์พรรณชื่นทุกประการ เพียงแต่บางคนต้องรอนานกว่าเท่านั้น
ภาษาอังกฤษมีบทบาทอย่างมากที่คณะอักษรศาสตร์ เขาแบ่งกลุ่มนิสิตตามคะแนนภาษาอังกฤษที่สอบคัดเลือกเข้ามา
เดาซิว่าแม่ได้อยู่กลุ่มไหน- กลุ่มที่หนึ่งจ้ะ เกือบทั้งหมดเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมฯ
เราเรียนกันอย่างมีความสุขมาก ไม่ค่อยซีเรียสเหมือนมัธยมปลาย แม่เป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมพอสมควร เท่าที่จำได้ ปีหนึ่งสมัครเล่นละครให้พี่ซีเนียร์ที่เรียนการละครเป็นวิชาเอก ชื่อเรื่อง
“แม่มด” แม่เล่นเป็นตัวประกอบ แต่น้าแจ๊ด ( นพมาส แววหงส์) เล่นเป็นแม่มด ตัวเอกของเรื่อง น้าแจ๊ดได้ค้นพบความสนใจและความถนัดทางการละครนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ปีที่สองแม่ กับเพื่อนสนิทอีกสองสามคน ใช้เวลาตอนเย็นหลังเลิกเรียนไปซ้อมร้องเพลงประสานเสียงกับนักศึกษาที่หอพักกลางคริสเตียนเชิงสะพานหัวช้าง แล้วเราก็ได้โชว์เสียงที่หอประชุมเอ. ยู. เอในคืนวันหนึ่ง แม่ขอให้ป้าเอื้องไปดู แต่ป้าเอื้องปฏิเสธ แม่น้อยใจเลยร้องไห้ ป้าแอ๋วจำต้องไปดูแทน ตอนนั้นป้าแอ๋วกำลังเรียนปริญญาโทอยู่ ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองแม่แทนคุณยายไง
การร้องเพลงประสานเสียงเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร ลูกคงสงสัย
เกี่ยวตรงที่เพลงที่ร้องส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ มันช่วยแม่ในการออกเสียงและเข้าใจความหมายของภาษาได้ดียิ่งขึ้น บางครั้งเมื่อเกิดอาการติดขัดในขณะทำข้อสอบ เช่น กิริยา to look คำขยายที่ตามมาควรเป็นอะไร ระหว่าง happy or happily แม่ก็จะนึกถึงเนื้อเพลง
“Edelweise, Edelweise, you look happy to meet me”
แล้วแม่ก็เลือกคำตอบด้วยความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์
พอเป็นจูเนียร์แม่ก็แอบไปสมัครอบรมมัคคุเทศก์วันเสาร์-อาทิตย์ ที่คณะ แม่สอบผ่านได้รับเกียรติบัตรเป็นมัคคุเทศก์รุ่นที่ ๘ของประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ระยะปิดเทอมปลายแม่ก็กลายเป็น free-lance guide ของบริษัททัวร์แห่งแรกในประเทศไทย (ลูกอยากรู้ชื่อก็ไปสืบเอาเอง) โดยคุณยายพาไปฝากในฐานะที่เคยคุ้นเคยกับเจ้าของบริษัท ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทมีฐานะขั้นมหาเศรษฐี เจาะจงมาเลยว่าต้องการนั่งรถเบนซ์ หรือ เชฟโรเล็ต ครั้งหนึ่งแม่พามหาเศรษฐีจากอังกฤษอายุ ๘๐ ปี นั่งเรือชมตลาดน้ำที่คลองบางกอกน้อย เรือลำเบ้อเริ่มมีกันอยู่สองคน เลยถูกคนขับเรือท่องเที่ยวอีกลำตะโกนแซวว่า
“ เฮ้ย ลำมึงนะไกด์หรือไก่กันแน่วะ”
เล่นเอาแม่โกรธจนลมออกหู แต่ไม่มีปัญญาตอบโต้ เพราะเรือแล่นเลยไปแล้ว
ภาษาอังกฤษของแม่พัฒนาขึ้นมากช่วงนั้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการฟัง และสิ่งที่แม่ภาคภูมิใจไม่เคยลืมก็คือ แม่สามารถจ่ายค่าหนังสือเรียนปี ๔ ได้โดยไม่ต้องขอคุณตาคุณยาย
จากรายได้ในการเป็นมัคคุเทศก์ช่วงสั้นๆนั่นเอง
เมื่อเป็นซีเนียร์แม่เรียนภาษาอังกฤษ ๑, ๒ และประวัติศาสตร์ นั่นหมายถึงแม่เรียนอังกฤษทั้งการใช้ภาษาและวรรณกรรม จะว่าแม่เมเจอร์อังกฤษก็ถูก แต่ขณะเดียวกันจะว่าแม่
เมเจอร์ประวัติศาสตร์ก็ไม่ผิดอีกนั่นแหละ สมัยนั้นที่คณะอักษรศาสตร์ยังไม่มีวิชาเอก วิชาโท แม่ได้ประโยชน์จากการเหยียบเรือสองแคมเป็นอันมากในชีวิต
มีเรื่องตลกเกิดขึ้นเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษในชั้นปีที่สี่
เรื่องมีอยู่ว่า นิสิตจะต้องเลือกเรียนวิชาเลือกเสรีระหว่าง การสนทนา
( Conversation ) และ การพูดในที่ชุมชน( Public Speaking) แน่นอนที่ส่วนใหญ่เลือกการสนทนา มีอยู่ไม่เกิน ๒๐ คนที่เลือกการพูดในที่สาธารณะ แม่เป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยนั้น
ครูที่สอนแม่เป็นภรรยาทหารอเมริกัน เธอตั้งใจสอนพวกเรามาก พวกเรามีการบ้านทุกชั่วโมง เราโดนฝึกตั้งแต่การเตรียมโน้ต การใช้สายตา ท่าทาง และสารที่เราต้องการสื่อกับผู้ฟัง แต่มันก็คุ้มค่าเพราะเมื่อผลการสอบออกมาปรากฏว่าชนกลุ่มน้อยได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าชนกลุ่มมาก ทำให้หัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษไม่ค่อยพอใจ โดยเฉพาะแม่เป็นผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดของรายวิชาเลือกนี้ ประมาณ ๙๓ คะแนนจากร้อย
รางวัลที่เราชนกลุ่มน้อย ได้รับก็คือ เราต้องไปสอบสนทนาร่วมกับชนกลุ่มมาก
อีกครั้ง แม่เดาเอาว่าหัวหน้าภาคเกรงคะแนนที่แม่ได้รับไม่เที่ยงตรงกระมัง แต่เราก็ได้พิสูจน์ว่า เราเป็นทองเนื้อแท้จริงๆ หลายคนได้แปลหนังสือเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาและเยาวชนในเวลาต่อมา เช่นน้าหนูนี ( ดร. ดารณี เมืองมา ) น้าอี๊ด ( ดร. อุษา กรทับทิม) และ last but not least แม่เองไง!
โดยสรุปแม่จบการศึกษาด้วยปริญญาตรีอักษรศาสตร์เกียรตินิยมอันดับสอง ในปีนั้นไม่มีใครได้คะแนนถึงเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เวลารับพระราชทานปริญญาแม่จะได้รับก่อนพวกที่ไม่ได้เกียรตินิยม แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือแม่สามารถเรียนต่อปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องสอบคัดเลือก
แม่มีเรื่องสารภาพบาปกับวิญญานคุณตาอยู่เรื่องหนึ่ง
แม่วางแผนสอบภาษาอังกฤษหรือที่รู้จักกันว่าTOFELตั้งแต่อยู่ปีที่ ๔ สมัยนั้นมี
โรงเรียนติวโทเฟลอยู่แห่งเดียวทั้งประเทศ ค่าติว ๕๐๐ บาท ( สมัยนี้เป็นเรือนหมื่น) โรงเรียนตั้งอยู่แถวสนามกีฬาแห่งชาติ แม่ขอเงินคุณตามาเป็นค่าติว แต่นำไปใช้อย่างอื่นเสีย จำไม่ได้ว่าซื้อหนังสือหรือเสื้อผ้า ตอนรอผลสอบกลัวจะออกมาไม่ผ่าน ๕๐๐ คะแนน ความคงแตกแน่ ใจไม่ค่อยดีอยู่หลายวัน ผลสุดท้ายแม่ก็ได้คะแนนเกิน๕๐๐ คุณตาก็เลยไม่ทราบความจริงกระทั่งสิ้นชีวิต ที่เล่าไว้ณที่นี้ไม่ได้หมายความให้เอาเป็นเยี่ยงอย่างนะจ๊ะลูกรัก เพราะลูกอาจไม่โชคดีอย่างแม่ก็ได้
คุณตาคุณยายวางแผนให้แม่เป็นอาจารย์วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา คุณตาไปลงทุนหาข้อมูลละเอียดมาว่าแต่ละวิชาเอกรับกี่คน แม่สามารถสอบได้ทั้งเอกประวัติศาสตร์และเอกภาษาอังกฤษ แม่วิเคราะห์ข้อมูลและประเมินตนเองแล้วก็ตัดสินใจเลือกสอบวิชาเอกภาษาอังกฤษ ด้วยเหตุผลดังนี้
ประการแรก กรมการฝึกหัดครูรับอาจารย์ทั่วประเทศ เอกภาษาอังกฤษ ๖๐ คน
เอกประวัติศาสตร์ ๙ คน ความเป็นไปได้ของกลุ่มแรกสูง
ประการที่สอง แม่ขี้เกียจอ่านหนังสือ ถ้าเลือกประวัติศาสตร์ แม่ต้องอ่านหนังสือ
ทบทวนมาก ถ้าเลือกภาษาอังกฤษ แม่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นำความรู้ที่ตกผลึกแล้วมาใช้เท่านั้น
นับว่าแม่ตัดสินใจไม่ผิด ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่กรมการฝึกหัดครูบังคับให้ผู้สมัครทุกคนสอบภาษาอังกฤษ แม่ใช้เวลาทำข้อสอบภาษาอังกฤษภาคบังคับแค่ครึ่งชั่วโมงก็ออกมานั่งเล่นข้างนอก คนคุมสอบถามว่าข้อสอบง่ายหรือไง แม่ตอบว่าง่ายมาก
จะไม่ตอบอย่างงั้นได้อย่างไร ในเมื่อข้อสอบเป็นการแปลจากอังกฤษเป็นไทยและไทยเป็นอังกฤษ ตัวอย่างข้อหนึ่งที่แม่จำได้แม่นยำคือ “ ฤดูร้อนที่แล้วฉันไปพักผ่อนที่ชายทะเลหัวหิน “ แม่จำได้ว่าแม่เคยแปลข้อความแบบนี้ตอนที่เรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ทำไมดูถูกความรู้บัณฑิตอักษรศาสตร์ขนาดนั้น
ผลคือเพื่อนๆแม่สอบผ่านทุกคน แต่บางคนถูกส่งไปอยู่ไกลๆก็ไม่เอา เช่นน้าอี๊ด
(ดร. อุษา กรทับทิม)เป็นต้น เธอต้องไปนครศรีธรรมราช เธอเลยไปสมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกแห่งหนึ่ง แล้วเธอก็ผ่านด้วย นับเป็นโชคอย่างยิ่ง น้าอี๊ดจึงเป็นอาจารย์ที่รามคำแหงตั้งแต่นั้นมา กระทั่งปัจจุบัน ไม่เคยย้ายที่ทำงานหลายแห่งเหมือนแม่
แม่เลือกไปสอนที่วิทยาลัยครูนครราชสีมา เนื่องจากเขาเรียกบรรจุตามคะแนนที่สอบได้ คือ คนที่สอบได้ที่ดีจะมีโอกาสเลือกวิทยาลัยครูก่อน แน่นอนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่มีเหลือถึงแม่แน่ เนื่องจากอยู่ใกล้กรุงเทพ ใครๆก็อยากอยู่
ลูกอาจจะสงสัยว่าก็ไหนแม่บอกว่าข้อสอบง่ายมากไง ทำไมไม่ได้ที่ดีๆ ก็มันไม่ได้สอบเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้นนี่จ๊ะลูกจ๋า แม่ต้องสอบความรู้เกี่ยวกับระเบียบข้าราชการพลเรือนและข้าราชการครูด้วย ซึ่งแม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นเท่าหางตัวเอง( หางอึ่งไง)
แม่ก็เลยต้องเลือกวิทยาลัยครูนครราชสีมา เพราะแม่คิดว่าใกล้กรุงเทพฯมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ขณะเดียวกันแม่มีความคุ้นเคยกับเมืองย่าโม เนื่องจากคุณตาเคยรับราชการที่นั่นหลายปี ในสมัยนั้นโคราชถือได้ว่ามีความเจริญมากที่สุดในบรรดาจังหวัดต่างๆของภาคอิสาน สามารถเดินทางโดยรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯได้ทุกครึ่งชั่วโมง ถ้าขับรถยนตร์เองก็ใช้เวลาประมาณแค่สามชั่วโมงครึ่งเท่านั้น นับว่าไม่ไกลปืนเที่ยงนัก
ในระยะเวลานั้น นครราชสีมาหรือโคราชเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกาอีกแห่งหนึ่งระหว่างสงครามเวียดนาม ถนนบางสาย เช่น ถนนโพธิ์กลางในยามค่ำคืนไม่เหมือนเมืองไทยเลย ทุกร้านเต็มไปด้วยลูกค้าทหารอเมริกัน ป้ายชื่อร้านและสินค้ามีแต่ภาษาอังกฤษ แม่จึงมีโอกาสในการศึกษาภาษาอังกฤษโดยใช้สภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี
ในเวลาเดียวกันแม่ได้สอนภาษาอังกฤษทั้งการเขียนและวรรณกรรมแก่นักศึกษาวิทยาลัยครู และเป็นครูพิเศษสอนภาษาไทยให้กับอาสาสมัครชาวแคนาเดียน ครอบครัวอังเกอร์ (Unger) ดอน (Don)ผู้สามีเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่วิทยาลัยครู ส่วน เบตตี้( Betty )ผู้ภรรยาเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลนครราชสีมา ทั้งคู่อัธยาศรัยดีมาก มีลูกชายสองคน คนโตเกิดที่ไนจีเรียชื่อ เอียน คนเล็กเกิดเมืองไทยชื่ออะไรแม่จำไม่ได้แล้ว เราสนิทสนมกันมากถึงขั้นเคยนอนค้างคืนบ้านแม่ที่อยุธยาทั้งครอบครัว ภาษาพูด( อังกฤษ)ของแม่จึงได้รับการฝึกฝนผ่านทางการสอนภาษาไทยสองสามีภรรยานี่เอง
แม่สอนหนังสือได้ปีเดียวก็ขอลาเรียนต่อปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คราวนี้แม่เรียนประวัติศาสตร์ ขณะที่แม่กำลังทำวิทยานิพนธ์ คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการประกาศสอบคัดเลือกข้าราชการให้ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา มีสาขาพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนประวัติศาสตร์อยู่ด้วย โดยมีข้อแม้ว่าเรียนจบแล้วต้องมาทำงานให้กรมวิชาการ แม่ไม่รีรอที่จะไปสมัครทุนดังกล่าว
แม่ต้องไปขอคำยินยอมจากกรมการฝึกหัดครูก่อน ผู้อำนวยการกองการฝึกหัดครูต่อว่าแม่มากมาย ทำนองว่าอยู่กรมการฝึกหัดครูใหญ่โตดีไม่ชอบ เหมือนอยู่โคราชแล้วจะไปอยู่สุรินทร์อะไรประมาณนั้น แม่ก็เถียงว่ากรมการฝึกหัดครูไม่มีทุนไปเมืองนอกนี่นา จะมาขัดขวางทางเจริญของแม่ทำไม ผลสุดท้ายท่านก็ต้องยอมอนุญาตโดยดี(แต่ไม่เต็มใจ)
คนที่มีพระคุณกับแม่มากที่สุดในการเป็นนักเรียนนอก คือ ศาสตราจารย์ รอง
ศยามานนท์ อดีตคณบดีคณะอักษรศาสตร์ ท่านกรุณาให้แม่ยืมหนังสือ World History
อ่านทบทวนก่อนสอบ แม่เป็นผู้สมัครสอบคนเดียวที่ผ่านข้อเขียน ข้อมูลนี้แม่ได้จากเพื่อนที่ทำงานคุรุสภา จึงทำให้แม่ค่อนข้างสบายใจในวันสอบสัมภาษณ์ เพราะไม่มีคู่แข่ง
กรรมการที่สอบสัมภาษณ์แม่มีสองท่าน คนแรกเป็นเจ้าของทุน คือ คุณหญิงอัมพร
มีศุข อธิบดีกรมวิชาการ และ ดร.สาโรช บัวศรี อธิบดีกรมการฝึกหัดครู ซึ่งเป็นเจ้านายของแม่โดยตรงในขณะนั้น แม่ไม่เคยพบท่านทั้งสองมาก่อนแต่ก็พยายามยิ้มสู้เข้าไว้ คุณหญิงอัมพรขอให้แม่ว่าศีลห้าให้ฟัง แม่ออกจะงงๆนึกไม่ถึงว่าจะโดนถามแบบนี้ จึงย้อนท่านว่า
“ จะให้ว่าเป็นภาษาอะไรคะ อังกฤษ ไทย หรือ บาลี “
ท่านค้อนแม่นิดหนึ่งแล้วตอบว่า “ เอาภาษาไทยนั่นแหละ”
ท่านคงคิดว่าเด็กสมัยใหม่ไม่สนใจศีลธรรมกระมัง หารู้ไม่ว่าแม่เลือกเรียนวิชาธรรมวิภาคกับอาจารย์มหาเกษม บุญศรี ตอนอยู่อักษรศาสตร์ และความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนาแม่มีพอควร แม่จึงว่าศีลห้าได้ปร๋อโดยไม่ติดขัด
พอถึงตาดร. สาโรช บัวศรี ท่านถามแม่เป็นภาษาอังกฤษทันทีว่า
“What is democracy ?”
แม่ตอบว่า “ It means a government of people, by people, for people”
“ Who said so ?” ท่านซักต่อ
“ Abraham Lincoln”
“ Who was he? “
“ He was the President of the United States during the civil war.” แม่เลี่ยงใช้คำว่า “ the civil war “ เพราะแม่จำไม่ได้ว่าลินคอล์นเป็นประธานาธิบดีคนที่เท่าไรของสหรัฐฯ
แม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์แล้วก็ต้องไปตรวจโรคที่โรงพยาบาลศิริราช หมอตรวจได้ละเอียดมากคือตรวจกระทั่งโรคผิวหนังภายใต้ร่มผ้า แม่ใส่สลิปแบบเต็มตัวจึงไม่รู้สึกขัดเขินเท่าไร ประกอบกับคุณหมอก็อายุมากแล้ว ( น่าจะเกือบเจ็ดสิบปี) แต่ที่สนุกสำหรับแม่เห็นจะเป็นการตรวจสุขภาพจิตที่โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ที่นั่นแม่ได้รับแบบสอบถามให้เติมคำภายในเวลาครึ่งชั่วโมง จากนั้นจิตแพทย์ก็จะอ่านคำตอบของแม่แล้ววิเคราะห์จิตของแม่ไปด้วยว่าปรกติหรือไม่ ถ้าแม่จำไม่ผิดจิตแพทย์คนที่สนทนากับแม่น่าจะเป็นคุณหมอวิทยา นาควัชระ มีคำถามหนึ่งที่แม่ยังจำได้กระทั่งถึงวันนี้
คำถาม การแต่งงาน คือ………………………………………………………….
คำตอบ(ของแม่) การแต่งงานคือ การที่ชายหญิงให้สัญญากันว่าจะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจนวันตาย
คุณหมออ่านคำตอบแม่แล้วก็หัวเราะหึๆ วิจารณ์ว่า “ คุณช่างฝันไปหน่อยนะ ไม่มีใครเขาเป็นเพื่อนคุณได้ขนาดนั้นหรอก”
ก็คงจะจริงของคุณหมอ แต่ตอนนั้นแม่อายุแค่ยี่สิบห้า โลกของแม่ยังเป็นสีชมพูอยู่
ในที่สุดแม่ก็ผ่านการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนทุนกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับคุณลุงชาติชาตรี โยสีดา และคุณลุงอธิปัตย์ คลี่สุนทร
เราสามคนเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคืออยู่ระหว่างการศึกษาต่อปริญญาโทภายในประเทศ แม่เรียนที่จุฬาฯ คุณลุงชาติชาตรีที่สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า ส่วนคุณลุงอธิปัตย์ยิ่งกว่านั้นคือเรียนควบทั้งที่จุฬาฯและนิด้า แม่คนเดียวที่ทิ้งปริญญาโทที่
จุฬาฯ แต่สองคนนั้นรอจนจบปริญญาโทที่เมืองไทยก่อนถึงไปต่อที่สหรัฐอเมริกา
ก่อนไปแม่จะต้องเตรียมสอบภาษาอังกฤษ หรือ โทเฟลให้ได้ไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ คะแนน ผลปรากฎว่าคราวนี้แม่สอบได้ ๕๔๗ คะแนน แม่ไปขอข้อมูลที่สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา หรือ เอ.ยู.เอ เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางการศึกษาของอเมริกา ประเภท Top Ten ทำนองนั้น แล้วแม่ก็ตัดสินใจส่งใบสมัครไปที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า หรือเรียกสั้นๆว่า IU ที่เมืองบลูมมิงตัน เพียงแห่งเดียว เจ้าหน้าที่ก.พ.หาว่าแม่ไม่ฉลาดที่ส่งใบสมัครไปที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่าเพียงแห่งเดียว เขาอยากให้แม่ส่งไปหลายๆแห่ง แต่แม่เป็นคนรักเดียวใจเดียว แม่แอบเถียงในใจว่าถ้าIU ไม่รับแม่แล้ว แม่ก็ไม่คิดจะไปเรียนที่ไหนอีก
ตอนส่งใบสมัครต้องมีจดหมายรับรอง( Recommendation Letters) จากอาจารย์สามท่าน คนที่เขียนจดหมายรับรองได้ยาวมากที่สุดคือ อาจารย์รอง ศยามานนท์ ท่านดีใจมากที่แม่ได้ทุน ท่านเขียนจดหมายรับรองแม่ถึงสองหน้ากระดาษยาวเต็มๆ เมื่อแม่ไปกราบลาท่านๆขอให้แม่เรียนต่อจนจบปริญญาเอก ท่านให้เหตุผลว่า “ สมัยเธอปริญญาโทไม่มีความหมายอะไรแล้ว” เสียดายที่แม่ไม่มีโอกาสทำตามความปรารถนาของท่าน เนื่องจากเงื่อนไขหลายประการที่นอกเหนืออำนาจแม่จะบังคับได้
แม่คาดว่าแม่จะได้เดินทางไปเรียนที่อเมริกา Fall Semester คือต้นเดือนสิงหาคม ระหว่างที่รอแม่ก็ยังเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ไปเรื่อยๆ ( เตรียมข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ )
“ Are you superstitious ? “
“ No, of course not .” แม่ตอบแบบนี้มาตลอดชีวิต กระทั่งวันหนึ่งแม่ไปดูหมอดูที่ขับรถมาจอดอยู่ข้างตึกคณะอักษรฯ แม่แกล้งถามหมอดูว่าปีนี้แม่จะได้ไปเมืองนอกไหม หมอดูตอบอย่างมั่นใจว่าไม่ได้ไปแน่ แม่แอบหัวเราะในใจว่าไม่มีทาง อย่างไรแม่ก็ต้องได้ไป
แม่คอยแล้วคอยเล่าจนเดือนสิงหาคมก็ไม่ได้คำตอบจากIU แม่เลยเขียนจดหมายถามมหาวิทยาลัยอีกครั้ง แล้วแม่ก็ได้คำตอบที่ไม่คาดคิดมาว่ามหาวิทยาลัยยังไม่ได้รับคะแนนTOEFL ของแม่ คะแนนTOEFL เป็นองค์ประกอบสำคัญในการรับนักศึกษา นอกเหนือจากฐานะทางการเงินซึ่งแม่ไม่มีปัญหาเพราะเป็นนักเรียนทุน ผลการเรียนในระดับปริญญาตรี(ได้เกียรตินิยมไม่รับให้มันรู้ไป) และจดหมายรับรอง ( โดยอดีตคณบดีที่มีชื่อเสียง ผู้ ตั้งใจเขียนเชียร์ลูกศิษย์อย่างจริงจัง ไม่สักแต่เขียนเหมือนอาจารย์บางคน)
ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกรณีเช่นนี้ แต่ลูกต้องเข้าใจว่าในสมัยโน่นเทคโนโลยีทางการสื่อสารไม่เหมือนสมัยนี้ คะแนนTOEFLจะถูกส่งจากศุนย์กลางที่รัฐนิวเจอร์ซี่( New Jersey) ไปยังมหาวิทยาลัยที่เราสมัครแต่ละแห่งโดยตรงทางไปรษณีย์ แม่เขียนจดหมายไปต่อว่าศุนย์และขอให้ทางนั้นส่งคะแนน TOEFL ไปให้ IU อีกครั้ง กว่าจะดำเนินการได้เรียบร้อย แม่ก็ต้องรอจนถึง วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงได้เดินทาง ตรงตามคำทำนายทุกประการ
ตั้งแต่นั้นมาแม่จำต้องยอมรับว่ามีอะไรบางอย่าง (ความจริงหลายอย่าง) ที่นอกเหนืออำนาจเราจะควบคุมได้ ยกตัวอย่างตอนแม่จะคลอดตั้ม แม่ขอให้หมอทำคลอด(ผ่าตัด) หลังวันเกิดของแม่ (๑๙ กรกฎาคม) แต่พอถึงวันที่ ๑๖ กรกฏาคม ถุงน้ำคร่ำแตก หมอต้องผ่าตัดทำคลอดตั้มในวันนั้น เต้ยมาเยี่ยมแม่แล้วล้อเลียนว่า “ แม่รู้จักไหมครับ คำว่าพรหมลิขิตนะ”
ตอนจองตั๋วเครื่องบินแม่ก็มีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ก.พ. อีก แม่ขอบินไปทางฮาวายโดยสายการบินแอร์สยามเพราะไม่อยากเจออากาศหนาว แม่ถูกปฏิเสธ เขาให้แม่ไปทางยุโรปกับสายการบินไทยแต่ต้องไปเปลี่ยนเครื่องเป็นสายการบิน SAS ที่เดนมาร์ก แล้วจึงบินต่อไปอเมริกา แต่ที่แม่ทนไม่ได้คือการที่เขาบอกแม่ว่าจะต้องจ่ายค่าโรงแรมที่กรุงโคเปนฮาเกนเอง แม่ไม่ได้อยากค้างคืนที่นั่นเสียหน่อย กรณีเช่นนี้ทางสายการบินต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แม่รู้ดี จึงยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่ยอมจ่ายค่าที่พักเอง ถ้าบังคับให้แม่บินทางยุโรป อีตาเจ้าหน้าที่ก.พ.คนนั้นต้องยอมแพ้ บอกเสียงอ่อยๆว่าถ้าแม่ต้องการอย่างนั้นก็ได้ ฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างนี้น่ารังเกียจนะลูก
สมาชิกในครอบครัวแห่กันไปส่งแม่ครบทุกคน คุณลุงหมอสายัณห์มอบเหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นใบมะขามให้แม่ห้อยติดตัว( องค์ที่แม่ห้อยจนถึงปัจจุบันนี่ไงจ๊ะ) และเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารเย็น ทุกคนตื่นเต้นแทนแม่ซึ่งเป็นคนแรกในตระกูลที่จะได้เป็นนักเรียนนอก แม่อดคิดถึงคุณตาไม่ได้ ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านคงดีใจมากเพราะคุณตาใฝ่ฝันอยากเห็นลูกสักคนได้ไปเรียนเมืองนอก พี่โออุตส่าห์ไปส่งแม่ด้วย เธออายุแค่สองขวบ ก็เด็กผู้หญิงที่แม่อุ้มถ่ายรูปที่ดอนเมืองไงละ น่ารักเหมือนตุ๊กตาไหม
ป้าเอื้องถามว่าแม่เอาเงินสดติดตัวไปเท่าไร แม่บอกว่าห้าสิบเหรียญ ป้าเอื้องแทบเป็นลม คว้ากระเป๋าไปแลกมาให้แม่อีกร้อยเหรียญ แม่เป็นโรคขี้เหนียวไม่ค่อยอยากเอาเงินออกนอกประเทศเท่าไรทั้งๆที่ตอนนั้นหนึ่งดอลลาร์มีค่ายี่สิบห้าบาทเอง ก็แม่รู้อยู่ว่าที่ปลายทางจะมีคนมารับแม่ แล้วเปิดบัญชีเอาเงินให้แม่ใช้ทุกเดือน แม่จะขนเงินตัวเองเอาไปทำไมให้เหนื่อยเปล่าๆ (พูดไปงั้นเอง ที่แท้ไม่มีเงินให้ขนต่างหาก ลูกเคยเห็นสุนัขจิ้งจอกกับองุ่นเปรี้ยวไหมละ แม่นี่ไงฮิๆ)
ก่อนขึ้นเครื่องแม่กวาดตาดูผู้โดยสารขาออกเที่ยวบินเดียวกับแม่ เห็นมีคนไทยคนเดียว เด็กหนุ่มคนนั้นร่างเล็ก ผมหยักศก หน้าตาคล้ายดาราภาพยนตร์คนหนึ่ง คือ นาท
ภูวนัย แม่แนะนำตัวเองกับเด็กหนุ่มคนนั้นซึ่งจริงๆแล้วเป็นน้องชายของนาท ภูวนัย เธอชื่อคุณสัจจะ คชหิรัญ ชื่อเล่นว่า “น้อย” กำลังเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาเช่นกัน น้าน้อยกับแม่เป็นคนไทยเพียงสองคนที่เดินทางในเที่ยวบินนั้น เราจึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว น่าขำที่เวลาแอร์โฮสเตสถามน้าน้อยว่า “ Tea or coffee?” เธอตอบหน้าตาเฉยว่า “ A glass of milk, please”
เครื่องบินบินตรงไปเดนมาร์ก แม่ต้องค้างคืนที่กรุงโคเปนฮาเกนหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้น แม่นัดกับน้าน้อยที่จะซื้อของใช้ที่ห้างสรรพสินค้า เรามีเวลาตอนเช้าหลายชั่วโมงกว่าจะขึ้นเครื่อง อากาศที่นั่นหนาวยะเยือกเพราะมีสายฝนโปรยตลอดเวลา เราขึ้นรถโดยสารและบอกคนขับเป็นภาษาอังกฤษว่าเราต้องการไปห้างสรรพสินค้า รถแล่นไปเรื่อยๆ เราสองคนชมทิวทัศน์กันเพลิน จนกระทั่งรถจอดที่ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งและคนขับประกาศดังๆว่า
“ A lady and a gentleman who want to go to a margazin, can get off here.”
น่ารักเหลือเกินคนขับรถเมืองนี้
และแล้วแม่ก็ถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างปลอดภัย เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยมารอรับแม่ที่สนามบิน ทว่า แม่โชคร้ายเนื่องจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของแม่มันอยากไปเที่ยวฟลอริดา แม่จำต้องรอให้กระเป๋ากลับมาก่อนจึงจะบินต่อไปอินเดียน่าได้ ระหว่างที่รอแม่ก็หาซื้อเสื้อคลุมกันหนาว(overcoat )ได้ที่ถูกใจตัวหนึ่งราคา๑๕๐ ดอลลาร์ เป็นขนสัตว์เทียมสีดำ สวมแล้วอบอุ่นมาก เสื้อคลุมตัวนี้เป็นที่ล้อเลียนในหมู่เพื่อนสนิทว่า “เสื้อคลุมคุณนาย” เพราะปรกตินักศึกษาจะซื้อเสื้อคลุมใช้กันแค่ตัวละ๖๐เหรียญ แม่กลัวความหนาว แถมถูกขู่จากเจ้าหน้าที่สถานทูตว่ารัฐอินเดียน่าหนาวมาก ดีไม่ดีควรสวมหมวกที่มีที่ปิดใบหูด้วย แม่ก็เลยตัดสินใจซื้อเสื้อคลุมคุณนาย แล้วแม่ก็ไม่ผิดหวัง ได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่า มิหนำซ้ำตอนจะกลับประเทศไทยยังขายต่อได้อีก ๕๐เหรียญ
ขณะที่พักอยู่กรุงวอชิงตัน แม่ได้ยินเสียงไซเรนรถตำรวจเกือบทุกครึ่งชั่วโมง ทำให้ไม่กล้าออกไปไหนมากนัก เฉกเช่นนครหลวงของทุกประเทศที่สถิติอาชญากรรมสูง ประกอบกับผู้ที่พำนักในนครแห่งนี้มักจะเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายนิโกร คนอเมริกันผิวขาวและเจ้าหน้าที่ทางการทูตของประเทศต่างๆมักพำนักที่รัฐแมรี่แลนด์และใช้ขับรถไปกลับเอา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี เป็นเมืองหลวงที่มีการวางผังเมืองอย่างดี ตึกสูงระฟ้าไม่ปรากฎให้เห็น แต่แม่ว่าสู้กรุงปารีส เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสในแง่ของความมีชีวิตชีวาไม่ได้
ระหว่างนี้เองแม่ได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมนักศึกษาไทยคนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ อาคารเรียนเกือบทั้งหมดของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นก่อด้วยอิฐสีแดง ไม่สูงเกินสามชั้น ดูงามตาแบบคลาสสิคดี แม่ไม่รู้จักนักศึกษาท่านนั้นเป็นส่วนตัว แต่แม่ติดตามอาจารย์สุนทร แก้วลาย ซึ่งได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกจากมศว. ประสานมิตร นักศึกษาคนดังกล่าวทำอาหารไทยมื้อเย็นให้เราทานด้วย แม่จำได้ว่าหลังมื้ออาหาร สุภาพบุรุษพากันจ้องดูการชกป้องกันตำแหน่งของนักชกอเมริกันผิวดำ Mohamed Ali ตาไม่กระพริบ ส่วนแม่หลับคาโซฟาเพราะยังป่วยเป็น jet lag อยู่ นักศึกษาแมรี่แลนด์คนนั้นต่อมาได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สสวท. ปัจจุบันท่านได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ หลังจากดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมาสองสมัย นับว่าท่านเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลที่รับใช้ประเทศชาติคุ้มค่าคนหนึ่งทีเดียว ชื่อของท่านคือ ดร.ธงชัย ชิวปรีชา
แล้วก็ถึงเวลาที่แม่ต้องบินเดี่ยว หลังจากกระเป๋าที่หนีไปเที่ยวฟลอริดากลับมาหาเจ้าของเรียบร้อยแล้ว แม่บินจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไปยังท่าอากาศยานนครชิคาโกที่ชื่อว่า
” O’Hare” (อ่านว่า โอแฮร ไม่ใช่ โอ-ฮา-เร) เพียงลำพัง แล้วก็เปลี่ยนเครื่องบินเป็นขนาดเล็กภายในประเทศเพื่อบินต่อไปยังเมืองบลูมมิงตัน มลรัฐอินเดียน่า เนื่องจากเป็นการบินระยะใกล้ นักบินจึงขับเครื่องในระดับความสูงไม่เหนือพื้นดินมากนัก แม่สามารถดูทัศนียภาพทุ่งข้าวโพดที่กำลังรอการเก็บเกี่ยวได้ถนัดตา ดินแดนแถบนี้อยู่ในส่วนที่เป็นเขตเกษตรกรรมของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า “Corn Belt” ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร ชีวิตแม่จึงผ่านไปอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวาเหมือนคนที่ไปเรียนแถวนครลอสแองเจลีส นครชิคาโก หรือมหานครนิวยอร์ค แต่ก็มีสีสันบ้างพอสมควร ไม่ถึงกับแห้งแล้งเสียทีเดียว
มหาวิทยาลัยอินเดียน่าเป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ติดอันดับหนึ่งในสิบของสหรัฐอเมริกา แบ่งเป็นวิทยาเขต(campus)ทั้งหมด ๘ แห่ง แต่บลูมมิงตันเป็นวิทยาเขตที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางการบริหารงาน กระนั้นแม่ก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ตอนที่เครี่องบินขนาดเล็กที่แม่โดยสารมาจากนครชิคาโกค่อยๆร่อนลงสนามบินเมืองบลูมมิงตัน
อาคารสนามบินตั้งอยู่กลางทุ่งข้าวโพด ดูโดดเด่น แต่อ้างว้างพอสมควร แม่มารู้ภายหลังจากอาจารย์ที่ปรึกษาว่าแม่เก่งพอตัวที่ไม่หลงทาง เพราะเมืองบลูมมิงตันในรัฐอิลลินอยส์ก็มี อาจารย์เล่าให้ฟังว่าคราวหนึ่งอาจารย์ไปคอยรอรับนักการศึกษาจากสหภาพ
โซเวียต แต่รอเก้อเพราะแขกของอาจารย์ตีตั๋วเครื่องบินผิดไปลงที่เมืองบลูมมิงตัน รัฐอิลลินอยส์ ต้องเสียเวลาเดินทางอีกหลายชั่วโมง
แม่จองหอพักมาตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทย แต่พอแม่ไปที่สำนักงานที่พัก( Housing Office) เพื่อดูรายละเอียด แม่ก็รู้ว่าแม่ควรพักห้องคู่ มิฉะนั้นแม่จะต้องกระเบียดกระเสียรน่าดู แม่ได้รับค่าใช้จ่ายเพียงเดือนละ ๒๘๐เหรียญ เมื่อพักห้องคู่แม่ต้องจ่ายให้มหาวิทยาลัยเดือนละ ๑๕๐เหรียญ ( รวมค่าอาหาร ๓ มื้อ ค่าทำความสะอาดห้องและเปลี่ยนเครื่องนอน ค่าโทรศัพท์ในพื้นที่) แม่เหลือเงินใช้อีก ๑๓๐ เหรียญ ในเวลานั้นนับว่าไม่ยากจนแต่ก็ไม่มีเงินเหลือให้ฟุ่มเฟือยเช่นทุน Fulbright ที่น้าอี๊ด ( อาภาพรรณ พันธ์มณี หรือ วรรณโชติในปัจจุบัน) ได้รับ ทุนดังกล่าวนอกจากจะให้ค่าใช้จ่ายประจำเดือนสูงกว่าทุนรัฐบาลไทยแล้วยังให้เบิกค่าพิมพ์รายงานได้อีก รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการสัมมนาวิชาการปีละครั้ง แม่ละแสนจะอิจฉาน้าอี๊ดจริงๆ
“ ขอเพื่อนร่วมห้องเป็นคนไทยนะคะ” แม่บอกเจ้าหน้าที่เบาๆ
สาวเจ้าเงยหน้าขึ้นและบอกแม่ชัดถ้อยชัดคำว่า “ ที่นี่ไม่มีการแบ่งแยกผิว เชื้อชาติ หรือ ศาสนา”
แต่อย่างไรก็ตาม แม่ได้ roommate เป็นคนไทย เธอชื่อเล่นว่า “เปี๊ยก” ชื่อจริงว่า
“ แพรวพรรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์” เธอตามพี่สาวและพี่เขยมาเรียนปริญญาโท คุยไปคุยมาเราถึงรู้ว่าผู้ที่ตั้งชื่อเราสองคนเป็นคนๆเดียวกัน คือ มหาอำพัน (อำพัน บุญหลง) แห่งวัด
เทพศิรินทราวาส นับว่าเป็นความบังเอิญที่ช่วยให้เราสนิทสนมกันได้เร็วขึ้น
ขออนุญาตเล่าเรื่องชื่อแม่สักนิดนะจ๊ะ
เมื่อแม่อายุได้ประมาณ๖-๗ขวบ คุณยายพาแม่นั่งเรือแดงจากอำเภอผักไห่ล่องแม่น้ำน้อยและแม่น้ำเจ้าพระยามาขึ้นที่ท่าเตียน เราไปกราบหลวงตาที่วัดเทพศิรินทร์และขอให้ท่านตั้งชื่อให้แม่ ท่านตั้งชื่อให้แม่เสร็จแล้ว คุณยายเดินจูงมือแม่ผ่านโรงเรียนเทพศิรินทร์ แม่จำได้ว่าแม่ประทับใจกับอาคารโรงเรียนเก่าแก่แห่งนั้นถึงกับลั่นวาจาว่า “แม่จ๋า โตขึ้นอึ่งจะมาเรียนที่โรงเรียนนี้นะ” คุณยายมองหน้าแม่แล้วพูดยิ้มๆว่า “ ไม่ได้หรอกลูก โรงเรียนนี้ไม่รับเด็กผู้หญิง”
ตอนแม่เรียนอยู่จุฬาฯ แม่ได้ไปกราบหลวงตาบ่อยครั้ง คราวหนึ่งได้เอ่ยปากพ้อว่าทำไมตั้งชื่อแม่ว่า “ธนาลัย” แม่ไม่เคยเก็บเงินได้เลย หลวงตาย้อนถามแม่ว่า “แล้วเรามีเงินใช้ไหมล่ะ”แม่ก็ตอบว่ามี ท่านก็เลยพูดว่า “ถ้างั้นก็ดีแล้วนี่” แม่เลยเอ๋อกับคำตอบของหลวงตาไปเลย
ส่วนคุณเปี๊ยกนั้น คุณพ่อของเธอ(คุณหลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์)เป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยกับหลวงตาที่อังกฤษ พี่น้องของเธอได้รับการตั้งชื่อจากหลวงตาทั้งสิ้น เริ่มจาก
กิ่งแก้ว แพรวพรรณ ไกรเกริกเกียรติและ เฉียดฉัตรโฉม คุณเปี๊ยกเป็นroommate ที่น่ารักมาก เวลาแม่ดูหนังสือดึกๆ เธอก็จะคอยถามว่า “ โอวัลตินไหมคะ” หรือไม่ก็ “ บะหมี่สักชามไหมคะ” แต่แม่ซิไม่ค่อยเอาไหน มักตอบไปว่า “ ไม่เป็นไรค่ะคุณเปี๊ยก เดี๋ยวจัดการเอง” และออกจะรำคาญนิดๆที่มีคนคอยเอาใจใส่ แม่เป็นคนที่ชอบอิสระ เลยบางครั้งลืมไปว่าคนอื่นเขาไม่เหมือนตัวเอง เช่น คุณเปี๊ยกแต่งตัวเสร็จแล้วและรอแม่ลงไปทานอาหารพร้อมกัน แม่ก็บอกทันทีว่าไม่ต้องรอ เพราะเกรงใจและไม่ชอบให้ใครคอยขณะแต่งตัว เมื่อเห็นหน้าม่อยๆของเพื่อนร่วมห้อง แม่ถึงระลึกได้ว่าคุณเปี๊ยกค่อนข้างขี้อายและไม่อยากนั่งรับประทานอาหารคนเดียว ด้วยเกรงจะมีชาวต่างชาติมาร่วมสมทบ ทำให้เธอลำบากใจ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อมิให้ลูกเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เราต้องยอมอดทนเสียสละเพื่อเพื่อนบ้าง โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำใจกับเรา แต่สรุปแล้วแม่ก็อยู่กับคุณเปี๊ยกตลอดหนึ่งภาคเรียนโดยไม่มีปัญหาใดๆ
หอพักที่แม่อยู่ครั้งแรกชื่อ Eigermann Hall ตามชื่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยท่านแรก
ของIU เป็นอาคารรูปกากบาดสูง ๑๔ชั้น สร้างจากหินปูน (limestone)) ให้เฉพาะนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกที่เป็นโสดพักเท่านั้น ปีกขวาเป็นของผู้หญิง ปีกซ้ายเป็นของผู้ชาย คั่นกลางด้วยลิฟต์ ในอาคารมีระบบทำความร้อนในหน้าหนาวและระบบทำความเย็นในหน้าร้อน ห้องพักแต่ละห้องมีโทรศัพท์ และเครื่องปรับอุณหภูมิเฉพาะ พนักงานทำความสะอาดที่เรียกว่า maid จะมาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและทำความสะอาดห้องสองอาทิตย์ครั้ง อาหารมีให้ทั้งสามมื้อที่โรงอาหารหรือ canteen ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินของหอพัก อาหารมีการจำกัดเวลาเสริฟเช่น อาหารเช้าตั้งแต่ ๐๖.๐๐-๐๙.๐๐ น. อาหารกลางวันตั้งแต่ ๑๒.๐๐-๑๔.๐๐น. แต่เครื่องดื่มอันได้แก่ น้ำส้มและนม ซึ่งมีทั้งนมที่สกัดไขมันแล้วและมีไขมันนั้นนักศึกษาดื่มได้ตลอดเวลา แต่แม่ไม่เคยใช้บริการดังกล่าวนี้เลย
สำหรับเสื้อผ้ามีเครื่องซักและอบแบบหยอดเหรียญที่ชั้นใต้ดิน ในวันที่สองของการเป็นนักศึกษาแม่หอบเสื้อผ้าลงไปซัก ขณะที่แม่หอบเสื้อผ้าที่ซักและอบแห้งแล้วจะออกจากห้องซักนั้นเอง แม่ก็จ๊ะเอ๋กับน้าอี๊ด (อาภาพรรณ)โดยไม่คาดหมาย เราสองคนทิ้งเสื้อผ้าลงกองกับพื้นและกระโดดกอดกันตัวกลมด้วยความดีใจ นับแต่นั้นมาแม่ก็เกาะกลุ่มกับสาวๆอักษรศาสตร์อันมี น้าอี๊ด และน้าแอ๋ว(ลักษมี สวัสดิพานิช หรือ กิตติสาเรศในปัจจุบัน) รายหลังนี้พักห่างออกไปที่ Evermann Apartment เพราะมีน้องชายตามมาอยู่ด้วย นานๆเจอที แถมด้วยรุ่นน้องอีกสองคน ได้แก่น้าอ๊อด (สโรชินี วรรณศุภ) และน้านก ( ศรวณีย์ สุขุมวาท)
ในเทอมที่แม่เข้าเรียนมีนักเรียนไทยมาใหม่ ๓ คนด้วยกัน คือ แม่ น้านกซึ่งเรียนวรรณคดีอังกฤษ และน้ากี้ (พระนาย สุวรรณรัฐ)ซึ่งเรียนPublic Administration วิชายอดฮิตของนักเรียนไทยในขณะนั้นและมหาวิทยาลัยก็มีชื่อเสียงด้านนี้ด้วย น้านกจบอักษรศาสตร์
จุฬาฯ ส่วนน้ากี้จบรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สองคนนี้มาถึงก่อนแม่เลยโดนทดสอบภาษาอังกฤษอีกครั้ง ผลก็คือต้องลงเรียน Conversation Course ทั้งสองคน แม่ลอยตัวไปแต่น้าแอ๋วขู่แม่ว่าตรวจสอบให้ดีนะเพราะเคยมีคนทำแบบแม่(ไม่ได้ทดสอบภาษาอังกฤษ)มหาวิทยาลัยเลยไม่อนุมัติการจบปริญญาโทให้ โดนไม้นี้เข้าแม่ก็แจ้นไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา คือ Dr. Howard Mehlinger
อาจารย์แสนน่ารักยืนยันด้วยรอยยิ้มว่า
“ธนาลัย คุณไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาอังกฤษอีกแล้ว”
ก็แน่ละซิแม่สามารถโวยให้ท่านรู้เรื่องได้ก็แปลว่าแม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นๆให้รู้เรื่องได้เช่นกัน แต่เพื่อความไม่ประมาทแม่อุตส่าห์ถ่อร่างไปพบDr. Gladmann ซึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษแล้วสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
แทนที่จะตอบ อาจารย์กลับถามแม่ว่า “คุณสอบโทเฟลได้กี่คะแนน”
“ ๕๔๗ คะแนนค่ะ” แม่ตอบอย่างภาคภูมิใจเพราะคะแนนขนาดนั้นถือว่าเกินพอ แต่ประโยคต่อไปของDr. Gladmann ทำให้ยิ้มแม่หุบทันที
“ คุณเรียนSchool of Arts & Sciences คุณน่าจะได้อย่างน้อย ๕๕๐ คะแนน”
แม่รีบกล่าวขอบคุณDr. Gladmannแล้วลากลับทันที เพราะแม่คิดว่า๕๔๗คะแนนกับ ๕๕๐ คะแนนไม่มีความแตกต่างเป็นนัยสำคัญอันใดที่แม่จะต้องเสียเวลาและเงินไปลงรายวิชาสนทนาเพิ่มเติม แล้วแม่ก็มีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยหนุนอยู่แล้ว แม่จึงปล่อยเลยตามเลย
แม่ลืมบอกลูกไปว่าแม่ไม่ได้เรียนทางการศึกษาโดยตรง และทางมหาวิทยาลัยจัดให้แม่เรียนในคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยจะได้รับปริญญา Master of Arts for Teachers หรือมีตัวย่อว่า M.A.T แล้ววงเล็บวิชาเอกไว้ข้างหลังตัวย่อ วุฒิการศึกษาสูงสุดของแม่จึงเป็น M.A.T (History) โปรแกรมนี้จัดให้เฉพาะผู้ที่ต้องการเป็นครูหรือเป็นครูประจำการอยู่แล้วเท่านั้น ความจริงตอนเรียนปริญญาตรีแม่ไม่เคยเรียนรายวิชาทางการศึกษามาเลย แม่จำเป็นจะต้องทำการฝึกสอนอีก ๑๕ หน่วยกิต แต่บังเอิญอาจารย์ที่ปรึกษาถามแม่เป็นภาษาอังกฤษว่า
“ Are you a qualified teacher in Thailand?”
“ Yes, of course.” แม่ตอบโดยไม่ต้องคิด
อาจารย์ขอให้ทางเมืองไทยส่งหนังสือรับรองมาเป็นทางการ แล้วแม่จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องฝึกสอน ไชโย สบายมาก! ว่าแล้วแม่ก็พิมพ์หนังสือรับรองตัวเองว่าเป็นครูที่มีคุณสมบัติครบถ้วนแล้วเว้นที่ให้ผู้บังคับบัญชาลงนาม จากนั้นก็เขียนจดหมายน้อยแนบไปถึงผู้อำนวยการวิทยาลัยครูนครราชสีมา (ผอ. สนอง สิงหะพันธ์) ขอให้ท่านช่วยกรุณาลงนามในหนังสือรับรองแล้วส่งกลับคืนแม่โดยด่วน
นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แม่สามารถเรียนจบภายในเวลาปีครึ่งอย่างสบายๆ
คนอเมริกันเป็นคนที่ใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือยมากกว่าชาติใดๆบนโลกใบนี้ แม่กล้าพูดเพราะแม่มีประสบการณ์หลายทวีป แล้วคนอเมริกันยังฉลาดที่จะสงวนทรัพยากรของตนเอง(โดยเฉพาะน้ำมัน) แต่ไปใช้ของชาติอื่นแทน แม่อยู่อเมริกา ไม่เคย” ซักแห้ง”แม้แต่วันเดียว เพราะน้ำอุ่นมีตลอดเวลา แถมยังขยันอาบน้ำวันละ๒ครั้งได้ด้วย ไม่มีใครว่าอะไร ดังที่เคยเอ่ยมาก่อนแล้วว่า หอพักของนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยเป็นตึกสูง ๑๔ ชั้น รูปกากบาด มีชื่อตามคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยคนแรกว่า Eigermann Hall ปีกขวาเป็นของผู้ชาย ปีกซ้ายเป็นของผู้หญิง ตรงกลางเป็นลิฟต์ขึ้นลง และมีทางเชื่อมถึงกันระหว่างปีกทั้งสอง แต่ละชั้นจะมีห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำรวม หอพักมีระเบียบห้ามทำอาหารในห้องนอน แต่คุณเปี๊ยกต้มบะหมี่กินในห้องเป็นประจำ แถมเผื่อแผ่ให้แม่ น้ากี้(รายนี้หิวยามดึกบ่อย เพราะตัวโต) และน้านกตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกันหนึ่งภาคเรียน
เช้าแรก แม่ตื่นเร็วกว่าปรกติ เดินไปเข้าห้องน้ำ จ้ะเอ๋กับชายหนุ่มที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จมีแต่ผ้าขนหนูพันท่อนล่างสวนออกมา แม่ชะงักเพราะนึกว่าตัวเองเข้าห้องน้ำผิด ถอยกลับไปอ่านป้ายหน้าห้องน้ำใหม่ “ เอ ตูเป็นคนถูกนี่หว่า” ว่าแล้วแม่ก็เดินเข้าไปอย่าง
อาจหาญ
ผู้บุกรุกยิ้มกว้างให้แม่และทักทายว่า “ Good Morning” ปราศจากอาการเกรงอกเกรงใจ
“Good Morning “ แม่แสยะยิ้มตอบ แต่ข้างในออกจะฉุน รู้ได้ทันทีว่าไอ้หนุ่มรายนี้มาค้างคืนกับสาว แล้วรีบตื่นกลับห้องของตัวก่อนที่จะถูกจับได้ว่าละเมิดกฎของหอพัก
แม่อยู่ได้๒-๓วันก็มีหิมะตกลงมาหนาพอที่จะปั้น snowball ได้ แม่ชวนน้าอี๊ดออกสำรวจหิมะด้วยความตื่นเต้น ทั้งที่เตรียมพร้อม ใส่รองเท้าที่เรียกว่า snowshoes แล้วก็ตาม พอเดินออกไปไม่ถึง ๑๐ ก้าว แม่ก็เซถลาเอาก้นลงกระแทกกับพื้น โชคดีที่มีหิมะรองอยู่ หนุ่มอเมริกันที่เดินตามหลังมาช่วยฉุดแม่ให้ลุกขึ้น
“ Thank you “ แม่กล่าวอย่างอายๆ แต่ไม่เข็ด ยังคงเดินสะเปะสะปะต่อไปกับน้าอี๊ด เจ้าหนุ่มรายนั้นคงรู้แล้วว่าแม่เป็น”กระเหรี่ยง” ที่เพิ่งมาถึงอเมริกาสดๆร้อนๆ ถึงได้ตื่นเต้นกับหิมะมากมายนัก
แต่ก็มีวันหนึ่งนะลูกที่แม้แต่ฝรั่งก็ตื่นเต้น เพราะอากาศบนผิวโลกต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เกล็ดหิมะที่ตกลงมาจากฟากฟ้าจึงกลายเป็นน้ำแข็งเฉียบพลัน เสมือนกิ่งไม้ทุกกิ่งถูกครอบด้วยหลอดแก้ว เมื่อกระทบแสงอาทิตย์ก็จะสะท้อนออกมาเป็นสีรุ้ง ดูสวยงามยิ่งนัก ปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบนี้ไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เช้าวันนั้นพวกตากล้องทั้งหลายจึงพากันออกไปถ่ายภาพเก็บไว้อย่างเพลิดเพลิน
แล้วจู่ๆแม่ก็ได้รับโทรศัพท์จากหนุ่มชาวไทยชวนไปหาซื้อหนังสือมือสอง ช่างเป็นความคิดที่วิเศษมาก เธอเป็นนักเรียนทุนปริญญาเอกจากสสวท. ชื่อคุณพจน์
จันทรวีระกุล แม่ทึ่งที่คุณพจน์เป็นนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์แต่รู้คำแปลชื่อแม่อย่างดี เราไปเลือกซื้อหนังสือมือสองกันที่ร้านAristotle ซึ่งอยู่ใกล้ๆแคมปัส ร้านนี้จะรับซื้อหนังสือที่ใช้แล้วจากนักศึกษาในราคาที่ต่างกันไปตามสภาพของหนังสือ แล้วนำมาขายต่อ นับว่าเป็นความคิดที่ชาญฉลาด ช่วยโลกในด้านสิ่งแวดล้อมไม่น้อย
ปรกติคุณพจน์ไม่ชอบสุงสิงกับคนไทยเท่าไร เธอว่า”คนไทยเรื่องมาก” ก็คงจะจริงของเธอ เพราะวันแรกแม่ก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ซักไซ้แม่ละเอียดยิบเกี่ยวกับทุนการศึกษา ดีที่ยังไม่ถามชื่อคุณตาคุณยาย ไม่งั้นคงได้เรื่องแน่ ความที่คุณพจน์ขลุกอยู่แต่เพื่อนฝรั่ง ภาษาอังกฤษเธอจึงใช้ได้ดีทีเดียวโดยเฉพาะภาษาพูด แม่เสียอีกยังไม่ค่อยกล้าอภิปรายในชั้น มีอยู่คราวหนึ่งในรายวิชาประวัติศาสตร์อเมริกัน อาจารย์นำอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาชนกลุ่มน้อยในอเมริกาโดยเฉพาะความเชื่อเรื่องWhite Supremacy แม่นั่งฟังเงียบๆไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรแต่ไปเขียนใส่ไว้ในรายงานว่ารัฐมนตรีต่างประเทศที่ชื่อ Henry Kissinger ที่แสนฉลาดเฉลียวของอเมริกาในขณะนั้นก็มิใช่คนขาวแท้ แต่เป็นอเมริกันเชื้อสายยิว ที่ยังงี้ไม่เห็นรังเกียจเขาเลย อาจารย์เลยcomment มาว่า คิดเข้าท่าแต่ทำไมไม่หยิบมาพูดในชั้น ไม่อยากโต้กลับไปว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง”
ภาคเรียนแรกแม่ลงทะเบียนเรียนแค่สามรายวิชา เนื่องจากภาษาอังกฤษยังอ่อนแอต้องหัดฟังหัดพูดอีกหลายชั่วโมงบิน ปรกติชั่วโมงเรียนของแม่จะอยู่ตอนเย็น นักศึกษาที่นี่แต่งกายตามสบาย แต่เพราะเป็นฤดูหนาวส่วนใหญ่ก็จะนุ่งกางเกงยีนส์ เสื้อคอเต่า และใส่เสื้อคลุมหรือ overcoat ทับอีกชั้นหนึ่ง นักเรียนไทยเคยชินกับการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน ขณะที่นักศึกษาอเมริกันนานๆจะเปลี่ยนทีเพราะไม่มีเหงื่อไคลออกเลย
อย่างที่บอกมาก่อนหน้านี้ว่าแม่ลงเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์อเมริกันซึ่งเป็นวิชาบังคับ แม่ได้เพื่อนสนิทเป็นชาวผิวขาวคนหนึ่งที่นิสัยดีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชื่อแมรี่ เธอรูปร่างเล็ก บอบบาง ผมสีทองหยิกหยอง ต้องรวบเป็นหางม้าตลอดเวลา วันไหนอากาศทารุณ เช่นหิมะตกหนัก เธอก็จะโทรศัพท์หาแม่ให้คอยเธอที่หอพัก แล้วแม่ก็นั่งรถไปเรียนหนังสือพร้อมเธอ มีอยู่คราวหนึ่งแมรี่เล่าให้เพื่อนๆในห้องฟังว่าคุณปู่ของเธอเป็นสมาชิกของKKK. หรือ Ku Klux Klan ( สมาคมนี้มีนโยบายต่อต้านชนผิวสีโดยเฉพาะคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา บางครั้งมีการทำร้ายถึงแก่ชีวิต ปัจจุบันเสื่อมอิทธิพลลงไปมากแล้ว มิฉะนั้น บารัค โอบามา คงไม่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ) แม่ฟังแล้วออกงงๆ เพราะถ้าเป็นแม่ๆคงไม่ยอมเล่าให้ใครฟังหรอกว่าปู่ของแม่เป็นผู้มีอคติทางเชื้อชาติอย่างรุนแรง
แต่ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าคนอเมริกันนิยมความซื่อตรง เปิดเผย ซึ่งบางครั้งชาวตะวันออกอย่างเราๆเห็นว่า “ไม่มีมรรยาท” แล้วแม่จะเล่าตัวอย่างให้ฟังในภายหลัง
นอกจากเรียนประวัติศ่าสตร์อเมริกันแล้วแม่ยังเรียนประวัติศาสตร์โลกด้วย อาจารย์ได้พูดถึงอารยธรรมบ้านเชียง ที่จังหวัดอุดรธานีว่าเป็นอารยธรรมเก่าแก่เกือบๆเท่าอารยธรรมเมโสโปเตเมียนั่นเชียว (เราเพิ่งขุดพบหลักฐานที่นั่นใหม่ๆ) แม่ซึ่งเป็นคนไทยคนเดียวในห้อง นั่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แล้วก็ต้องหุบยิ้มเพราะอาจารย์เล่าต่อว่าเพิ่งได้รับpotteryสมัยบ้านเชียงจากเพื่อนที่กรุงเทพฯในสภาพที่สมบูรณ์
แม่เลยถามอย่างเซ่อซ่าไปว่า “ ส่งมาได้อย่างไง” แม่หมายความว่าวัตถุโบราณเป็นมรดกของชาติ เหตุไฉนจึงออกนอกประเทศได้ง่ายๆ
อาจารย์ตอบหน้าตาเฉยว่า “ ทางไปรษณีย์นะซิ” แม่ฟังแล้วอึ้งกิมกี่ไปเลย
หลายปีต่อมาแม่จึงเข้าใจเมื่อทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์หนักหลายสิบตันหายออกจากประเทศไทย แล้วไปโผล่ที่นครชิคาโก นับประสาอะไรกับถ้วยโถโอชามของอาจารย์ นี่แหละความรักชาติของคนไทย
อีกรายวิชาหนึ่งที่แม่เรียนในเทอมแรก มีนักศึกษาลงทะเบียนอยู่สองคน คือ แม่กับอับดุลลา เป็นรายวิชาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรมัธยมศึกษา และเป็น independent study กล่าวคือไม่ต้องเข้าชั้นสม่ำเสมอ แต่อ่านหนังสือตามอาจารย์สั่งแล้วมาพบอาจารย์ตามกำหนด เพื่ออภิปรายกัน มีการทดสอบเล็กน้อย คะแนนของเราครั้งแรกออกมาไม่ดีเลย
Dr. Mehlinger อาจารย์ที่ปรึกษาของเราซึ่งสอนรายวิชานี้เรียกเราไปพบ ถามด้วยท่าทางซีเรียสว่าเราเรียนไม่รู้เรื่องใช่ไหม อาจารย์สอนไม่ดีอย่างไร ต้องปรับปรุงอะไรบ้าง แม่ได้แต่ยิ้มแห้งๆ บอกว่าอาจารย์สอนดีทุกประการ แต่กระเหรี่ยงสองคนนี้ภาษายังไม่กระดิกหู แล้วจะพยายามให้มากขึ้นในครั้งต่อๆไป
ประสบการณ์นี้ช่างต่างจากครูหรืออาจารย์ส่วนมากในประเทศไทย เพราะท่านจะไม่โทษว่าท่านสอนไม่ดีหรือออกข้อสอบไม่ดี หากลงความเห็นว่านักเรียนหรือนักศึกษาขี้เกียจ ไม่สนใจ หรือไม่ก็โง่เง่าเต่าตุ่นเอง แต่ท่านลืมไปว่าครูที่ดีนั้นต้องหาวิธีการสอนที่ทำให้นักเรียนฉลาดขึ้นหรือโง่น้อยลงต่างหาก
อับดุลลา เพื่อนร่วมเรียนรายวิชานี้ของแม่มาจากซาอุดิอารเบีย ตำแหน่งใหญ่โตในกระทรวงศึกษาธิการ เราถูกเชิญไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านอาจารย์ในค่ำคืนหนึ่ง อับดุลลาเอาภรรยาไปด้วย Carolee ภรรยาDr.Mehlingerทำอาหารให้เราด้วยตัวเอง เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่แม่ได้ชิมซุปปลาเย็น นอกจากรสชาติจืดชืดแล้วยังเหม็นคาวมากๆด้วย อับดุลลาตักเข้าปากช้อนเดียวก็ทำหน้าพะอืดพะอม อาจารย์เลยบอกว่าถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องฝืนใจ ส่วนแม่เป็นแขกที่ดีพยายามกล้ำกลืนจนซุปหมดถ้วย ทั้งที่อยากอาเจียรเต็มแก่
“ ธนาลัย เธอกินเข้าไปได้อย่างไร” เพื่อนชาวซาอุดิอารเบียถาม
แม่กระซิบตอบว่า “ มรรยาทไงเธอ มันทำให้ฉันอดทนตลอดรอดฝั่ง แล้วอาจารย์ก็แสนดีกับเรา ไม่อยากทำร้ายน้ำใจอาจารย์กับภรรยา”
รับรองอับดุลลาไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เธอถือว่ารวยเสียอย่าง ไม่จำเป็นต้องเอาใจใคร อย่างไรก็ตาม เราสองคนผ่านรายวิชานี้ด้วยเกรดเอทั้งคู่ อาจารย์คงสงสารไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของเรากระมังเพราะเพิ่งมาถึงเป็นเทอมแรก
ความจริงแม่ได้มีโอกาสเยี่ยมบ้านและรับประทานอาหารกับชาวอเมริกันก่อนหน้านี้แล้ว แต่เป็นอาหารมื้อกลางวัน มีไก่ทอดกับมันฝรั่งบด มหาวิทยาลัยจัดhost family ให้นักเรียนต่างชาติทุกคน host family ของแม่มีบ้านหลังเล็กๆในป่าซึ่งในขณะนั้นดารดาษด้วยใบไม้สีทองแลดูสวยเหมือนภาพวาด เจ้าของบ้านอยู่ในวัยหนุ่มสาว มีลูกชายหญิงอย่างละคน
อายุ๔-๕ ขวบ แม่จำได้แต่ว่าหลังอาหารกลางวันเรานั่งดูโทรทัศน์รายการแข่งขันเทนนิสกัน จู่ๆยายแม่ก็พูดกับลูกชายตัวน้อยว่า
“ ลูกจ๋า โตขึ้นลูกไม่ต้องเก่งกาจอะไรก็ได้นะลูกนะ ตีเทนนิสให้ได้เท่ากับจิมมี่ก็พอ”
แม่ฟังแล้วมึน ก็การตีเทนนิสให้เท่าจิมมี่ คอนเนอร์ มันง่ายเสียเมื่อไรละจ๊ะ สงสัยว่าเจ้าของบ้านคงไม่ประทับใจแขกอย่างแม่เท่าไร เพราะเชิญครั้งเดียวก็หายสาบสูญไปเลย
ดังที่แม่เล่าแต่แรกว่าหอพักของแม่มีถึงสิบสี่ชั้น แถมเป็นรูปกากบาดเสียอีก ดังนั้นสิ่งที่มหาวิทยาลัยกังวลคือเรื่องอัคคีภัย ระบบป้องกันอัคคีภัยของที่นี่ดีเยี่ยม คือ ถ้าเกิดการสันดาปภายในอาคาร สัญญานเตือนภัยจะดังขึ้นทันที ทั้งที่เกิดเหตุและสถานีตำรวจ รถดับเพลิงจะมาถึงภายในห้านาที สำหรับนักศึกษาในหอพักจะมีการซ้อมหนีไฟสม่ำเสมอ โดยมีกฎเท่าที่แม่จำได้ดังนี้
1. ให้ทิ้งทุกอย่างที่กำลังทำอยู่
2. ใส่เสื้อคลุมหรือเสื้อกันหนาวให้เรียบร้อย
3. ให้นำสิ่งของที่มีค่าติดตัวมาด้วยโดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติต้องไม่ลืมหนังสือเดินทาง
4. เดินออกจากห้องเรียงแถวไปที่บันไดหนีไฟซึ่งมีอยู่ทุกปีกของตึก
5. ห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาด ( เพราะจะมีการตัดไฟเมื่อใดก็ได้) ฯลฯ
ถ้าระหว่างซ้อมมีใครบางคนไม่ยอมออกจากห้องพักจะมีอะไรเกิดขึ้นไหม
มีแน่นอน มหาวิทยาลัยจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจดูทุกห้อง และถ้าพบเหตุการณ์ดังกล่าว นักศึกษาจะถูกตำหนิและถูกบังคับให้ออกจากห้องในที่สุด
คืนหนึ่งเราตกใจตื่นด้วยเสียงสัญญานเตือนไฟ แม่ลุกขึ้นจากที่นอน สวมเสื้อคลุมกันหนาว สวมหมวก ถุงมือครบถ้วน เดินออกจากห้องเพื่อลงบันไดหนีไฟด้านข้าง แต่ที่ทางเดินตรงกลางนี่เองที่บรรดาสาวๆร่วมพักชั้นเดียวกันของแม่(floormates)พากันยืนหัวเราะงอหายกับภาพบุรุษนายหนึ่งสวมกางเกงนอนสตรี วิ่งเร่อร่าออกมาจากห้องๆหนึ่ง แกทำหน้าปูเลี่ยนแล้วเอ่ยให้ได้ยินกันทั่วว่า
“ ซวยชะมัด ผมเพิ่งขึ้นมาเป็นครั้งแรกนะเนี่ย”
ช่วยไม่ได้ ความซวยมันไม่เข้าใครออกใคร สรุปคือพี่แกแอบมานอนกับแฟนสาว พอดีมีสัญญานเตือนไฟ อารามตกใจเลยคว้าผิดคว้าถูก กลายเป็นเรื่องชวนหัวให้เราหัวเราะในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน
คืนนั้นมีไฟไหม้จริง ไม่รู้ใครสับเพร่าเอาขี้บุหรี่ใส่ลงไปในช่องทิ้งขยะที่เรียกกันว่า “ incinerator” มีการสันดาปเกิดขึ้นทำให้กริ่งดังโดยอัตโนมัติ
เราค่อยๆเดินเรียงแถวไต่บันไดลงมายืนอยู่ชั้นล่างนอกอาคาร สาวบางคนรักสวยรักงาม ม้วนผมเต็มศีรษะ ทำให้เลชีส ( Letice) เพื่อนชาวบราซิลของแม่มองด้วยสายตาสมเพช พึมพำว่า
“ ถ้าเป็นฉัน ยอมตายอยู่ในห้องดีกว่าเดินออกมาทั้งที่มีที่ม้วนผมเต็มหัว”
รถดับเพลิงปฏิบัติการอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงจึงเรียบร้อย ถึงตอนนั้นก็เกือบรุ่งเช้าแล้ว แต่เราส่วนมากก็กลับไปนอนต่ออยู่ดี
รัฐอินเดียน่าอยู่ในเขตทอร์นาโดหรือที่คนไทยทั่วไปเรียกว่าพายุหมุนรูปงวงช้างซึ่งมีอานุภาพพอที่จะทำลายเมืองให้ราบเป็นหน้ากลองได้ นักศึกษาจึงต้องรู้วิธีปฏิบัติตนที่ถูกต้อง มีคำอยู่ สอง คำ คือ Tornado Watch กับ Tornado Warning ซึ่งเมื่อไรที่เราเห็นบนจอโทรทัศน์ เราจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการรับทอร์นาโด
มหาวิทยาลัยมีระเบียบในเรื่องนี้อย่างชัดเจนเช่นกันว่าถ้ามีสัญญานเตือนภัยทอร์นาโด นักศึกษาทุกคนจะต้องพาตัวเองไปอยู่ที่ชั้นใต้ดินและให้ห่างไกลจากหน้าต่างกระจกให้มากที่สุด
ค่ำวันหนึ่งแม่กำลังมีความสุขกับการแช่อาบน้ำอุ่นในห้องน้ำ คุณเปี๊ยกเคาะประตู ถี่ยิบพร้อมตะโกนเป็นภาษาไทยว่า
“ คุณอึ่งคะ ออกมาเร็วๆเข้า ทอร์นาโดกำลังจะมาทางนี้แล้ว”
แม่เผ่นพรวดออกจากห้องอาบน้ำ ไม่มีเวลาแม้แต่จะแต่งตัว คว้าโค้ตคุณนายได้ก็สวมทับร่าง ผมเปียกม่อล่อกม่อแลก กดลิฟต์ลงไปห้องใต้ดิน นั่งที่ม้ายาวรวมกับสาวไทยคนอื่นๆ สักพักน้ากี้เดินมาสมทบ เห็นพวกเราเข้าก็หัวเราะคิกคัก บอกว่าถ้ามีเบอร์ติดหน้าอกเสียหน่อย พวกเราสามารถเป็นนวลนางในอ่างน้ำได้อย่างสบาย ( สมัยนั้นหนุ่มไทยขี้ร้อน ชอบลงอ่างมาก) โชคดีที่ตลอดเวลาที่เหลือแม่ไม่เคยเผชิญหน้ากับทอร์นาโด้อีกเลย
มีอยู่คืนหนึ่งสาวไทยเกิดฟิตจัดอยากว่ายน้ำกันขึ้นมา หลังอาหารเย็นเราก็หอบชุดว่ายน้ำเดินจากหอพักไปที่อาคารกีฬา สระว่ายน้ำอยู่ในอาคาร ความเย็นภายนอกไม่เป็นอุปสรรคเพราะมีการปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม แต่อุปสรรคอยู่ที่วัฒนธรรม สาวไทยไม่กล้าถอดเสื้อผ้าใส่ลอคเกอร์ เดินโท่งๆไปห้องอาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาดแล้วจึงใส่ชุดว่ายน้ำกระโดดลงสระเหมือนสาวชาติอื่นๆ
แล้วลูกคิดว่าเราแก้ปัญหากันอย่างไร
ง่ายมาก เราก็เดินเข้าห้องอาบน้ำด้วยเครื่องทรงเต็มชุด บรรจงถอดออกทีละชิ้น วางพาดบนขอบประตูห้อง อาบน้ำเสร็จ ใส่ชุดว่ายน้ำแล้วจึงหอบเสื้อผ้าทั้งหมดไปใส่
ลอคเกอร์ ทั้งหมดนี้เราทำไปโดยอัตโนมัติ แถมเวลาเดินสวนกับคนที่เขาทำถูกตามระเบียบ เรากลับจ้องดูเขาสียอีกเพราะแบบนี้ไม่มีให้เห็นที่เมืองไทย
ค่ำนั้นมีแม่กับลูกสาวชาวอเมริกันจูงมือกันมาอาบฝักบัว ทั้งคู่มีผมสีทอง แม่ใช้สายตาสำรวจอย่างรวดเร็วและได้ข้อสรุปว่าผมส่วนบนชาวตะวันตกเป็นสีอะไร
“ ผม “ ส่วนล่างก็จะเป็นสีนั้นเช่นกัน
พอเดินมาถึงสระว่ายน้ำซึ่งมีขนาดมาตรฐาน แม่ก็เผชิญกับภาพขนาดใหญ่เต็มฝาผนังของนักว่ายน้ำแชมป์โอลิมปิกที่ชื่อว่ามาร์ค สปิตซ์ ( Mark Spitz ) เดาเอาว่าพี่แกคงเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอินเดียน่าตอนที่ไปแข่งโอลิมปิกที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน แม่เดาได้ถูกต้อง
Mark Spitz ได้ ๗ เหรียญทองจากการแข่งขันว่ายน้ำประเภทต่างๆในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน ปี ๑๙๗๒ ขณะที่ศึกษาปริญญาตรีคณะทันคแพทย์ศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า เมืองบลูมมิงตัน มิน่าแกถึงได้รับเกียรติให้มีภาพติดที่สระน้ำ เรียกว่าใครใช้สระน้ำแห่งนั้นแล้วไม่มีวันลืมพี่แกได้เด็ดขาด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสระน้ำค่ำคืนนั้นก็ไม่มีวันลืมสาวไทยเช่นกัน เพราะแทนที่เราจะว่ายตามลู่ เรากลับว่ายขวางลู่เสียงั้น (กลัวหมดแรงก่อน๕๐ เมตรไง) พี่แกเลยต้องมานั่งเฝ้าเราตลอดเวลาด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเป็นที่สุด
ไหนๆพูดเรื่องกีฬาแล้ว ขอต่อให้จบว่า ช่วงที่แม่ไปเรียนหนังสือที่สหรัฐอเมริกานั้น ประเทศแคนาดาได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ปี ๑๙๗๖ ที่เมืองมอนเตรอัล( Montreal) ดาราดวงเด่นของการแข่งขันเป็นสาวน้อยวัย ๑๔ปีจากประเทศโรมาเนีย ชื่อ นาเดีย คอมนิช ( Nadia Commeniche) เธอเป็นนักยิมนาสติกคนแรกที่ทำคะแนนได้ ๑๐ เต็ม ถึง ๖ ประเภท หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดู เธอกลายเป็น”American Sweetheart” เพราะเธอได้รับของขวัญมากมายจากอเมริกันชนที่นิยมชมชอบเธอ แม่ดูการถ่ายทอดรายการแข่งขันของเธอทุกครั้ง และขอยืนยันว่าชื่อของเธอออกเสียงว่า “ คอมนิช” เพราะเธอให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์สหรัฐอเมริกาด้วยตนเอง
แม่ดูนาเดียเพลินจนเย็นวันหนึ่งเพื่อนร่วมชั้นเรียนชาวอเมริกันมาแสดง
ความยินดีกับแม่
“ ธนาลัย ยินดีด้วยนะที่ประเทศไทยได้เหรียญทองแดงโอลิมปิกเป็นครั้ง แรก”
แม่ตีหน้าปูเลี่ยนๆเนื่องจากยังไม่รู้เลยว่าคนไทยคนไหนหนอที่มีความสามารถปานนั้น รับความยินดีจากเพื่อนแล้ว วิ่งเข้าห้องสมุดไปเปิดดูหนังสือพิมพ์จึงถึงบางอ้อว่า คนไทยผู้นั้นชื่อ พเยาว์ พูลธรัตน์ ได้เหรียญทองแดงโอลิมปิกจากกีฬาชกมวย
รุ่นฟลายเวท
แม่อยากให้เต้ยกับตั้มไปอ่านชีวประวัติของ Nadia Commeniche ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอหลังประสบความสำเร็จครั้งนั้นแล้ว ชีวิตนาเดียสนุกโลดโผนและโศกสลดยิ่งกว่านิยาย ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาและประกอบอาชีพเป็นครูยิมนาสติก
ถ้าถามแม่ว่ากีฬาอะไรที่ชาวฮูเชอร์(Hoosiers )หรือชาวอินเดียน่าสนใจมากที่สุด แม่ก็ต้องตอบว่าบาสเกตบอส เพราะเกือบทุกบ้านจะมีแป้นบาสฯติดอยู่หน้าโรงรถ เด็กที่นี่เล่นบาสเกตบอลตั้งแต่วิ่งได้กระมัง บังเอิญอีกนั่นแหละช่วงระหว่างที่แม่เป็นนักศึกษานั้น ทีมบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัยเข้มแข็งมาก ได้เป็นแชมป์มหาวิทยาลัยของสมาคมกีฬาอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือ NCAA ทั้งนี้ต้องมอบเกียรติยศให้กับหัวหน้าทีม คือ Scott May และผู้ควบคุมทีม หรือ โค้ช ได้แก่ Robert Montgomery Knight หรือที่พวกเราเรียกติดปากว่า Bobby Knight เขาควบคุมทีมบาสเกตบอลให้ Indiana Hoosiers ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑-๒๐๐๐ ในปี ๑๙๘๔ เขาเป็นโค้ชบาสเกตบอลให้กับทีมชาติสหรัฐฯและสามารถทำให้ทีมสหรัฐอเมริกาได้เหรียญทองโอลิมปิก
แม่มีโอกาสไปเชียร์ติดขอบสนามหนหนึ่งเมื่อ IUเป็นทีมเหย้า ขณะที่คนทั้งสนามยืนตรงและร้องเพลงชาติอเมริกันนั้น เด็กหญิงตัวเล็กข้างๆแม่ จ้องหน้าแม่เขม็งแล้วถามพ่อของแกเบาๆ(แต่แม่ยังแอบได้ยินจนได้)ว่า
.” พ่อ ทำไมยายคนนี้ถึงไม่ร้องเพลงชาติล่ะ”
“ ก็ฉันเป็นกระเหรียงนี่จ๊ะ ไม่มีความสามารถร้องThe Stars Sprangled Banner ได้หรอกจ้ะ” แม่ตะโกนตอบในใจ
ในบรรดาคนไทยที่มีสปิริตแรงกล้าด้านกีฬา ต้องยกให้ดร.วรศักดิ์ เพียรชอบ ไม่ว่าทีมบาสเกตบอลมหาวิทยาลัยไปแข่งที่ไหน ท่านจะต้องขับรถพาครอบครัวไปเชียร์ที่นั่น สมแล้วที่เป็นอาจารย์พลศึกษาและเรียนปริญญาเอกแขนงนี้ด้วย
สำหรับแม่ นอกจากว่ายน้ำครั้งนั้นแล้วก็มีโอกาสขี่ม้าเล่นหนหนึ่ง และตีเทนนิสหนหนึ่ง ส่วนใหญ่อากาศไม่อำนวยต้องอยู่ในตึก แม่ก็เลยออกกำลังกายด้วยการตีปิงปองซึ่งคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ชอบเล่น ปิงปองหรือเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่แม่โปรดปรานและถนัดที่สุด ดังนั้นไม่ช้าแม่ก็ได้รับสมญาจากเพื่อนๆที่เล่นด้วยกันให้เป็น “Queen of Eigermann” (ด้านกีฬาปิงปอง มิใช่ความงาม)
คนไทยเรียนสู้เขาได้สบายมาก ถ้า.................
เรียนต่างประเทศต้องยากกว่าเรียนในประเทศเป็นธรรมดา เพราะภาษาที่ใช้ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ของเรา เวลาเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือที่อาจารย์สั่ง เราอาจต้องใช้เวลามากกว่านักเรียนอเมริกันถึงสองสามเท่า แม่ถึงยอมซื้อหนังสือเรียนทุกเล่ม(เงินทุนจ่ายให้ ไม่ซื้อก็โง่เต็มที่) ซื้อพิมพ์ดีดเครื่องหนึ่งไว้พิมพ์รายงานส่งอาจารย์ ไม่เคยจ้างคนพิมพ์
สิ่งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการรับราชการของแม่ในเวลาต่อมา ยามใดที่แม่ต้องตอบหนังสือลับ แม่จะพิมพ์หนังสือด้วยตัวเองเพราะแม่ตระหนักว่าในเมืองไทยไม่เคยมีความลับถ้าปล่อยให้บุคคลอื่นล่วงรู้
แม่โชคดีที่ไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม แต่ต้องคอยช่วยตอบปัญหาให้
น้านกในบางครั้ง เช่น
“ พี่อึ่ง ช่วยนกหน่อยซิ พวกมาเลเซีย อินโดนีเซีย หาว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาเพราะไม่มีพระเจ้า นกจะแก้ต่างอย่างไรดี “
ตอนอยู่อักษรศาสตร์ น้านกเลือกเรียนการละครไม่ใช่ธรรมวิภาคแบบแม่เลยจนแต้มเอาง่ายๆ แม่อธิบายให้น้านกฟังว่า เราไม่มีพระเจ้าก็จริง แต่เรามีกฎของธรรมชาติซึ่งยิ่งใหญ่เสมือนพระเจ้า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เน้นเหตุและผลไม่ใช่ศรัทธาเฉกศาสนาอื่น จึงยากที่จะเข้าใจสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นพุทธศาสนิกชน
กลับมาเรื่องของภาษา แม้ว่าจะมีทักษะพอประมาณแต่แม่ก็ต้องปรับตัวมากทีเดียว เนื่องจากอาจารย์ไม่ได้พูดแบบอาจารย์ฝรั่งในเมืองไทย เครื่องมือที่ช่วยพัฒนาทักษะการฟังของแม่อย่างดียิ่ง คือโทรทัศน์ ซึ่งแม่มาใช้จริงจังตอนออกจากหอพักไปอยู่อพาร์ตเมนต์ช่วงฤดูร้อน แม่เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ทั้งวัน ดูตั้งแต่เกมส์โชว์ ข่าว ไปจนถึงละครน้ำเน่า ( Soap Opera) บางเรื่องตัวละครเล่นตั้งแต่เด็กจนแก่ เช่นเรื่องYoung and the Restless เป็นต้น นับว่าทักษะภาษาของแม่พัฒนาขึ้นมากในช่วงนี้ แม้แม่จะพบปะสังสันทน์กับคนไทยเป็นประจำก็ตาม ส่วนภาษาพูดนอกจากใช้กับอาจารย์และเพื่อนในชั้นเรียนแล้ว แม่ยังมีเพื่อนสนิทที่เป็นอเมริกันนิโกรที่อพาร์ตเมนต์ชื่อ Gale ผิวเกลไม่ได้ดำสนิทแต่เป็นสีกาแฟใส่นม สวยและเนียน ส่วนสามีของเกลชื่อ Bob ทั้งคู่จัดเป็นอเมริกันนิโกรที่รูปร่างหน้าตาดีทีเดียว
เกลเคยถามแม่ว่าได้มีโอกาสเห็นชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียนแดงบ้างไหม แม่ตอบปฏิเสธ เกลเลยต่อว่า
“ เธอ นั่นแหละ ธนาลัย หน้าตาเหมือนอินเดียนแดง ไม่ต้องไปดูที่ไหน หรอก”
เป็นงั้นไป ในชีวิตแม่มีเกลคนเดียวเท่านั้นที่ทักแบบนี้ นอกนั้นก็จะเหมาให้เป็น จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ
วันหนึ่งเกลออกปากอย่างอดรนทนไม่ได้ว่า
“ ธนาลัย เธอออกเสียงคำว่า black ไม่ถูกนะ เธออย่าห่อปากซิ มันจะกลายเป็น brack ไป เอ้า ลองออกเสียงและทำปากให้เหมือนฉันนะ”
แม่เลยจำจนวันตายว่าการออกเสียง L กับ R ในภาษาอังกฤษต่างกันอย่างไร นับว่าเกลเป็นกัลยาณมิตรโดยแท้จริง ยิ่งกว่านั้นตอนแม่จะกลับเมืองไทยเกลยังซื้อของขวัญเป็นน้ำหอมฝากให้คุณยายขวดหนึ่ง พร้อมการ์ดที่มีข้อความว่า
“ To Thanalai’s mother,
You should be a very nice lady because you have a very nice daughter ! Gale “
ที่เล่าเรื่องนี้ แม่ไม่ได้หลงตัวหรอกนะ แต่จะเตือนให้เต้ยกับตั้มเห็นว่าแม้แต่ต่างชาติก็คิดเหมือนเราว่าลูกเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็นถึงพ่อแม่ เวลาคนในสังคมไทยเห็นเด็กทำอะไรไม่ดีไม่สมควร วลีที่เกิดขึ้นในสมองโดยอัตโนมัติก็คือ “ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน” ดังนั้นลูกควรสังวรณ์ไว้เสมอว่าอย่าประพฤติปฏิบัติอะไร ที่จะทำให้เขาลามปามมาถึงพ่อแม่ได้
ถ้าเต้ยกับตั้มอยากเรียนได้คะแนนดีที่สหรัฐอเมริกา จะต้องเป็น “ อีลูกช่างพูด” หมั่นแสดงความคิดเห็นบ่อยๆ ถกแถลงกับอาจารย์สม่ำเสมอ แม่นั้นความเป็นอักษรศาสตร์ค้ำคอ จะพูดจะเขียนก็ระแวดระวังไปเสียหมด ก็เลย”ต่อยหอย”น้อยไปนิด มีอยู่คราวหนึ่งแม่เขียนรายงานประวัติศาสตร์อเมริกันทำนองวิจารณ์เสียดสีหน่อยๆว่า “ อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันนี้ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกามากที่สุดคือ เฮ็นรี่ คิสซิงเจอร์ อเมริกันเชื้อสายยิว หาใช่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่”
อาจารย์เขียนตอบกลับมาว่า
“ Good point. Why didn’t you mention it in the class ?”
แต่จะว่าไปแล้วเวลาถูกยั่วโมโหขึ้นมา แม่ก็สามารถลุกขึ้นมาโต้ตอบได้ เหมือนกัน อย่างเช่นในชั่วโมงประวัติศาสตร์โลกซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาของแม่
Dr. Mehlinger เป็นผู้สอน คราวหนึ่งเราอภิปรายกันถึงปัญหาการขาดแคลนอาหารของประชากรโลก (ชั้นเรียนนี้เรียนร่วมกับนักศึกษาปริญญาตรี) เด็กปริญญาตรีคนหนึ่งถามอาจารย์อย่างไร้เดียงสาว่า
“ ทำไมประชากรในโลกที่สามถึงไม่หาโปรตีนอื่นแทนเนื้อวัว เช่นปลา”
อาจารย์เหลือบมองแม่อย่างเกรงใจฐานะตัวแทนเพียงคนเดียวของโลกที่สาม (ประเทศด้อยพัฒนาไง!) แล้วก็โยนระเบิดใส่แม่ว่า
“ ว่าไง ธนาลัย”
แม่ฉุนกึก ลุกขึ้นตอบโดยไม่แลคนถามว่า
“ปรกติพวกเราก็กินปลากันอยู่แล้ว ปลาที่เมืองไทยมีมากชนิดกว่าที่นี่เสียอีก”
ความไม่เดียงสาของพวกไอ้กันน่าเบื่อหน่ายมาก โดยเฉพาะเรื่องของประเทศไทย เวลาถูกถามว่ามาจากประเทศอะไรและนักเรียนไทยตอบว่า
“ I come from Thailand.”
“ What! Taiwan ?” นี่คือคำตอบที่คนไทยได้รับเป็นประจำ สรุปแล้วคนอเมริกันส่วนใหญ่รู้จักไต้หวันแต่ไม่รู้จักประเทศไทย แม่เลยต้องทำประชาสัมพันธ์ให้ประเทศไทย โดยแนะนำทุกครั้งที่โดนออกไปนำเสนอรายงานหน้าชั้นว่า
“ I come from Thailand. It has an old name “ Siam” which will remind you of ‘ Siamese Twins’, ‘ Siamese cats’ and the famous broadway play ‘ The King and I’.”
เท่านี้แหละอเมริกันชนก็จะพยักหน้ารับรู้
แม่เรียนหนังสือร่วมกับเพื่อนทุกผิวสี หลายครั้งที่แม่เป็นกระเหรี่ยงอยู่คนเดียว แต่แม่ก็หยิ่งในศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทย ไม่เคยงอนง้อใคร พยายามนั่งแถวหน้าตลอด ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง ส่งงานตามกำหนดและไม่เคยลอกงานใคร นักเรียนไทยบางคนส่งรายงานอาจารย์ประเภท” ปะติดปะต่อ” ( cut and paste ) โดยขอยืมรายงานเก่าๆของเพื่อนฝูงที่ลงเรียนรายวิชาเดียวกัน พอไม่ได้เกรดเอก็โวยวายหาว่าอาจารย์ไม่ยุติธรรม (เนื่องจากลอกรายงานจากคนที่ได้เกรดเอทั้งนั้น) เออ หนอ แม่อยากจะบอกว่า อาจารย์เขาไม่ได้กินหญ้านี่ จะได้ไม่รู้ว่าคุณเธอลอกเขาทั้งดุ้น ไม่มีปัญญาดัดแปลงอะไรเป็นของตนเองเลย คนประเภทนี้เรียนเอาเกรด ไม่ได้เรียนเอาความรู้ คิดแล้วก็น่าสงสาร เข้าทำนองที่ว่า
“ Money can buy education but not knowledge.”
ดังที่บอกแล้วว่าแม่ขึ้นอยู่กับSchool of Arts & Sciences แม่ถูกบังคับให้เรียนประวัติศาสตร์สากล ๒ รายวิชา และประวัติศาสตร์อเมริกัน ๒ รายวิชา ที่เหลืออาจารย์ที่ปรึกษากับแม่ช่วยกันเลือกตามความเหมาะสมและความถนัด แม่ต้องเรียนรายวิชาทางการศึกษาซึ่งขึ้นอยู่กับ School of Education บ้าง อาทิ จิตวิทยาวัยรุ่น การพัฒนาหลักสูตรประถม/มัธยม การสอนสังคมศึกษา การผลิตสื่อการสอนแบบประหยัด ฯลฯ รายวิชาเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งกับการประกอบอาชีพของแม่ โดยเฉพาะเมื่อแม่เป็นผู้บริหารโรงเรียน แม่สามารถนิเทศครูเรื่องการเขียนแผนการสอนได้ เสนอแนะการทำสื่อง่ายๆได้ เพราะโดนฝึกฝนตอนเรียนปริญญาโทนี่เอง
วิชาทางการศึกษาไม่ค่อยมีปัญหาสำหรับแม่ เนื่องจากอาจารย์ส่วนใหญ่เข้าใจธรรมชาติของนักเรียนไทย และเคยมาเมืองไทยแล้วหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Dr. Shirley Engles ผู้วางรากฐานในการตั้งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร Dr. Hans Andersen ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สสวท. เมื่อรู้ว่าแม่จบจากจุฬาฯ Dr. Englesก็ถามถึงคลองที่เชื่อมจากคลองแสนแสบมาจนถึงสามย่าน แม่ตอบว่าไม่มีให้เห็นแล้ว กลายเป็นถนนหมด อาจารย์ปรารภว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง
Dr. Gladmann อาจพูดถูกที่ว่าคนเรียน Arts & Sciences ควรมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดีกว่าพวกที่เรียนสาขาอื่นเพราะเราจะถูกสั่งให้อ่านหนังสือค่อนข้างมาก บางรายวิชานักศึกษาปริญญาตรี โท เอก เรียนรวมกันจริง แต่งานนักศึกษาปริญญาโท เอก จะมีมากกว่านักศึกษาปริญญาตรี ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติม หรือการเขียนรายงาน
แม่เลือกรายวิชาประวัติศาสตร์เพิ่มเติมสองรายวิชา คือ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และประวัติศาสตร์รัสเซีย
รายวิชาแรกแม่ผ่านฉลุย ได้คะแนนทดสอบ A ตั้งแต่ครั้งแรก เป็นที่อิจฉาตาร้อนของเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งมีเด็กญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย ความดีเรื่องนี้แม่ขอมอบให้อาจารย์ที่สอน
รายวิชาที่สองค่อนข้างหิน เพราะ Dr. Rabinovitch เข้มงวด แม่เองไม่เท่าไรหรอก สั่งให้อ่านอะไรก็อ่าน เขียนรายงานอะไรก็เขียน (แต่ดีถูกใจอาจารย์หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง)แต่มีนักเรียนไทยซึ่งกำลังศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่ง ได้ไปต่อรองอาจารย์ขออ่านหนังสือน้อยเล่มลง เลยโดนตอกกลับมาเจ็บแสบว่า
“ ถ้าภาษาอังกฤษคุณยังไม่ดีพอ คุณก็ไม่ควรมาเรียนที่นี่”
รายวิชานี้แม่ได้ B- แต่นักเรียนไทยคนนั้นได้ C เธอคงจดจำ
Dr. Rabinovitch ไปจนตลอดชีวิตแน่ เพราะมันเป็นรายวิชาเดียวที่เธอได้ C
แม่ลงทะเบียนเรียนแบบสบายๆเทอมละ ๓ รายวิชา ฤดูร้อนไม่ได้ไปไหนก็ลงเรียนอีกหนึ่งรายวิชา ทำให้แม่สามารถจบหลักสูตร M.A.T.ได้ในระยะปีครึ่ง ( แม่ซิก
แซกเรื่องจดหมายรับรองไงเลยไม่ต้องฝึกสอนอีกหนึ่งเทอม) แม่เลยวางแผนจะขอเรียนปริญญาเอกต่อ แม่จึงสมัครสอบ GRE ( Graduate Record Examination ) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการศึกษาระดับปริญญาเอก
ข้อสอบโทเฟลที่คนไทยหลายคนบ่นว่ายากนั้น ข้อสอบGRE ยิ่งยากกว่าหลายเท่า คนที่เคยสอบแล้วจะรู้ดี ข้อสอบGRE แบ่งเป็นสองภาค ภาคแรกเป็นความถนัดทางภาษา ภาคที่สองเป็นความถนัดทางคณิตศสาตร์ ความยากไม่ต้องพูดถึง ไม่รู้ไปขุดศัพท์จากไหนมาถาม ฝรั่งบางคนยังลุกออกจากห้องสอบกลางคันเพราะเครียดนั่นเอง แม่ทนทำไปครบทั้งสองฉบับ ประหลาดมากเมื่อประกาศผลออกมาฉบับหลังแม่ทำคะแนนได้ดีกว่าฉบับแรก ทั้งที่แม่เรียนอักษรศาสตร์และไม่เคยชอบตัวเลขเลย (ผู้หญิงที่ไม่เคยหลงรักตัวเลขไง ยกเว้นตัวเลขในบัญชีธนาคาร!)
ทางมหาวิทยาลัยอินเดียน่าพิจารณารับแม่เข้าเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอย่างง่ายดาย โชคดีที่แม่ได้คนเก่งอย่างDr. Mehlinger มาเป็นที่ปรึกษา แต่โชคร้ายที่ทางกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าของทุนไม่อนุญาตให้แม่ศึกษาต่อ โดยอ้างว่าขาดบุคลากร ซึ่งก็จริงเพราะขณะนั้นกรมวิชาการกำลังปรับปรุงหลักสูตรขนานใหญ่ ถึงกับตั้งศูนย์พัฒนาหลักสูตรขึ้นมาโดยเฉพาะ บริเวณท้องฟ้าจำลอง เอกมัย แม่ไม่อยากให้คุณยายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันแม่เดือดร้อน ก็เลยยอมกลับเมืองไทยแต่โดยดี เต้ยกับตั้มเลยอดมีแม่เป็นดอกเตอร์ด้วยประการฉะนี้
ฤดูหนาวแรกผ่านไปโดยไม่รู้ตัว จู่ๆแม่ก็เห็นต้นไม้ใบไม้เริ่มเขียวขจี มหาวิทยาลัยจะปิดในช่วงนี้หนึ่งสัปดาห์ (Spring break) แม่ใช้เวลาช่วงนี้พักผ่อนและเดินเล่นรอบมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็ไปซื้อของที่ College Mall ส่วนใหญ่เราจะซื้อของลดราคา แม้กระทั่งอาหารก็ตาม เพื่อประหยัดเงินไว้ทำอย่างอื่น เช่นดูหนังฟังเพลง เป็นต้น การกินอาหารตามภัตตาคารถือเป็นเรื่องสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง แม่ทำเพียงครั้งสองครั้ง เรียกตามสำนวนอังกฤษได้ว่า “ Once in a Blue Moon” ทั้งนี้ไม่นับอาหารจานด่วน(fast food )นะจ๊ะ
เมื่อย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์แล้ว ตามธรรมดาถ้าไม่มีรายการพิเศษ แม่จะจ่ายกับข้าวมาตุนไว้สัปดาห์ละครั้ง ขาไปนั่งรถเมล์ไป ขากลับถ้าหอบของพะรุงพะรังจึงจะขึ้นแท๊กซี่ แท๊กซี่ที่นี่ใช้มิเตอร์ก็จริงแต่เวลาจ่ายเงินจะต้องบวกค่าทิปอีก ๑๕% เสมอ สมัยนั้นยังไม่มี”plastic money” เหมือนสมัยนี้ แต่แม่สามารถถือเช็คส่วนตัวไปจ่ายแทนเงินสดได้
บางเดือนอาจจ่ายเช็คเพลินไปหน่อย เงินในธนาคารมีไม่พอก็ไม่เป็นไร ธนาคารออกไปให้ก่อนแล้วเรียกเก็บทีหลังพร้อมค่าปรับ แม่ก็ว่ามันยุติธรรมดี การมีเช็คส่วนตัวก็แสนง่าย พอเปิดบัญชีกับธนาคารเราก็มีสิทธิถือเช็คส่วนตัวทันที มิหนำซ้ำยังเลือกแบบลวดลายของเช็คได้อีกด้วย แม่จำได้ว่าแม่เลือกลายดอกไม้สีชมพูหวาน หัวมุมด้านบนซ้ายทางธนาคารจะพิมพ์ชื่อ ที่อยู่ของแม่ไว้เรียบร้อยสวยงาม โก้ไม่หยอก แต่ที่เมืองไทยระบบดังกล่าวคงใช้ไม่ได้แน่ เพราะอะไรนั้น เต้ยกับตั้มลองหาคำตอบเอาเองนะจ๊ะ
วันหนึ่งสาวไทยอยากดูภาพยนตร์เรื่อง “ Emmanuelle”( เอ็มมานูเอล) ซึ่งกำลังเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ในเมืองบลูมมิงตัน แต่ไม่กล้าไปตามลำพังผู้หญิงล้วน เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้จัดอยู่ใน rate X เลยต้องไปขอร้องให้น้ากี้ช่วยทำหน้าที่ escort หน่อย (ความจริงยังมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ร่วมขบวนไปด้วย แต่แม่จำไม่ได้แล้วว่าใคร) น้ากี้น่ารักมาก ช่วยตั้งแต่ซื้อตั๋วและไล่ต้อนพวกเราไปนั่งที่ แถมไปซื้อของขบเคี้ยวให้เรากินระหว่างดูหนังอีก แต่ที่ไม่น่ารักก็คือหัวเราะดังลั่นจนคนอื่นหันมามองเป็นแถว พอค่อยๆทยอยออกจากโรง ภาพยนตร์ แม่ก็อดรนทนไม่ได้ต้องถามว่า
“ กี้ ขำอะไรหนักหนา หัวเราะอยู่ได้ ไม่เห็นมีอะไรน่าขำเลย”
“ ขำซิครับพี่อึ่ง ก็บาร์ที่พัฒน์พงศ์ของจริงน่าดูกว่าในหนังเยอะเลย”
ว่าแล้วเธอก็สาธยายรายละเอียดจนสาวๆต้องรีบบอกว่าพอแล้ว ความจริงน้ากี้อาจจะโม้ก็ได้ แต่พวกเราไม่มีใครเคยไปเที่ยวพัฒน์พงศ์ เลยไม่กล้าขัดคอ
Emmanuelle เป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังในปี๑๙๗๔ เนื้อหาไม่มีอะไรซับซ้อน
นางเอกเป็นนางแบบสาวสวยที่ตามมาใช้ชีวิตคู่กับสามีแก่ในกรุงเทพ ก็เลยหาเศษหาเลยกับหนุ่มๆ สามีเองก็ไม่ซื่อตรงกับภรรยานัก สรุปหนังเรื่องนี้เน้นฉากกามารมณ์เป็นใหญ่ และถ่ายในประเทศไทยตลอดเรื่อง สาวไทยอ้างอยากดูเพราะคิดถึงบ้านต่างหาก หาใช่เรื่องอื่นไม่ กระนั้นก็ดีตอนออกจากโรงภาพยนตร์ สาวไทยพยายามเหลียวซ้ายแลขวาและผลุบออกมาอย่างรวดเร็ว กลัวเจอคนรู้จักแล้วจะตีหน้าไม่ถูก นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่แม่เข้าโรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา
ในเทอมสุดท้ายก่อนแม่กลับเมืองไทย นักศึกษาปริญญาตรีที่พักหอได้นำภาพยนตร์เรื่อง “Deep Throat” มาฉายหารายได้ตอนสุดสัปดาห์ เรื่องนี้คงมีฉากระทึกใจยิ่งกว่าเอ็มมานูเอลเพราะสาวไทยคนหนึ่งที่เคยดูเอ็มมานูเอลมากับแม่ ไม่สามารถดูเรื่องนี้ได้จนจบ วิ่งออกมาอาเจียรเสียก่อน วันรุ่งขึ้นผู้ปกครองเขียนจดหมายด่ามหาวิทยาลัยที่ไม่เซ็นเซอร์ภาพยนตร์ที่นักศึกษาเอามาฉายตามหอพัก เป็นเรื่องราวใหญ่โต แสดงว่าอินเดียน่ายังเป็นรัฐที่อนุรักษ์นิยมพอสมควร
แม่มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาครั้งแรกนอกมหาวิทยาลัยกับอาจารย์ที่ปรึกษา มีการประชุมวิชาการทางการศึกษาที่ Ball State University เมือง Muncie ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ไกลจากบลูมมิงตันนัก Dr. Mehlinger หอบหิ้วแม่ไปด้วย เราขับรถไปประมาณสองชั่วโมง อาจารย์ปล่อยให้แม่เดินดูนิทรรศการตามลำพัง ตัวเองเข้าประชุมตามที่ถูกเชิญมา นัดเจอกันอีกครั้งตอนบ่ายโมง
แม่เดินสักพักรู้สึกเมื่อยและหิวน้ำ ก็เลยมองหาห้องอาหารซึ่งอยู่ชั้นล่างของอาคาร ขณะที่จ่ายค่าเครื่องดื่มสายตาแม่ก็กวาดไปเจอสาวไทยคนหนึ่ง แม่แทบปล่อยแก้วตกจากมือ ใครจะไปเชื่อละว่าแม่จะมาเจอเพื่อนเก่าอักษรศาสตร์ที่นี่อีกคนโดยไม่คาดคิด
“ เฮ้ย แอ๊ด!” แม่ร้องทัก
“เฮ้ย อึ่ง!” เพื่อนร้องตอบ แล้วเราก็วิ่งถลาเข้าหากันราวกับแม่เหล็กคนละขั้ว แม่ไม่สนใจการประชุมวิชาการอีกต่อไป นั่งโม้กับน้าแอ๊ดอย่างเมามัน รอเวลานัดกับอาจารย์เท่านั้น
น้า แอ๊ด มีชื่อไพเราะเพระพริ้งว่า พวงเชาว์ นิลายน( ปัจจุบันเป็น พวงเชาว์ นาคะนาท) เธอทำงานที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. แอ๊ดสนิทกับแม่เพราะเราเลือกเรียนภาษาไทยด้วยกันจนถึงปีสาม แม่จำได้ว่าคราวหนึ่งระหว่างชั่วโมงภาษาบาลี อาจารย์มหาเกษม บุญศรีเรียกชื่อนิสิตแต่ละคน แล้วมาหยุดชะงักที่แอ๊ด
“ พวงเชาว์ แปลว่าอะไร แปลกนะ เชาว์มันเป็นพวงได้อย่างไร” ท่านท้วงยิ้มๆ แล้วหันมาชี้มือที่แม่ (ซึ่งนั่งแถวหน้าตามเคย)
“ เออ ถ้าใช้กับแก้มนะได้ อย่างคนนี้นะเขาแก้มเป็นพวง”
เล่นเอาแม่เขินหลายนาทีเพราะมีนิสิตคณะครุศาสตร์มาเรียนร่วมด้วย
เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาถามแม่ระหว่างนั่งรถกลับว่าการประชุมเป็นอย่างไร แม่ก็ตอบตามตรงว่าน่าสนใจดี แต่ highlight ของแม่กลับเป็นการพบเพื่อนเก่า ตั้งแต่นั้นมาอาจารย์ไม่ชวนแม่ไปประชุมวิชาการอีกเลย
การพบน้าแอ๊ดคราวนั้นทำให้แม่ได้เดินทางออกนอกรัฐอินเดียน่าอีกครั้ง ปีที่แม่เรียนจบปริญญาตรี มีเพื่อนอักษรฯไปทำงานที่ธนาคารกสิกรไทยหลายคน หนึ่งในนั้น
คือ ดารณีย์ ตันชัยสวัสดิ์ (ประชาสัมพันธ์คนเก่งของกสิกรไทย) เธอได้ทุนจากธนาคารมาศึกษาปริญญาโทที่ Penn State University รัฐเพ็นซิลวาเนีย (แต่ภายหลังได้ย้ายมาเรียนที่ Ball State University กับน้าแอ๊ด)
น้าดารณีย์ชักชวนคุณยุทธนาให้ขับรถมารับพวกเราสามคนจากรัฐอินเดียน่า เราสามคนที่ว่านี้ คือน้าแอ๊ด แม่ และ คุณชูเกียรติ รายหลังนี้เรียนที่เดียวกับแม่ แต่ทำงานที่เดียวกับน้าดารณีย์ เราตั้งใจไปเยี่ยมเพื่อนอักษรฯอีกคนหนึ่ง ซึ่งกำลังศึกษาปริญญาโทอยู่ที่ Missouri University เมือง Warrensburg แม่จำรายละเอียดการเดินทางไม่ได้แล้วแต่ที่ไม่มีวันลืมคือเราได้ไปเที่ยวเมือง St. Louis เมืองหลวงของรัฐมิสซูรี่ ช่วงนั้นการก่อสร้าง Gateway Archเพิ่งเสร็จได้สิบปี บริเวณรอบๆยังเป็นที่ว่างเปล่า แม่ได้ขึ้นไปบนGateway Arch เพื่อชมทิวทัศน์แบบพาโนรามาของเมืองเซ็นต์หลุยส์ แต่ตอนจะออกจากเมืองนี่ซิคุณยุทธนาขับหลงเข้าไปในGhetto ( สลัมของคนผิวดำ) ต้องรีบหาทางออกแทบตาย
แล้วเราก็เลยไปเที่ยวเมืองKansas City ทั้งฝั่งของรัฐมิสซูรี่และของรัฐแคนซัส วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ห้างร้านต่างๆปิดเกือบหมด กว่าเราจะหาอาหารกลางวันกินได้หิวไส้แทบขาด แล้วคืนนั้นเองเราถูกตำรวจจับกลางทาง เพราะคุณยุทธนาขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด คุณยุทธนาใช้สไตล์อ่อนน้อมแบบคนไทย ผิดก็ยอมรับผิด
“ ผมขอโทษที่ขับรถเร็ว แต่คุณดูซิครับ สุภาพสตรีทั้งสามคนนี่ง่วงขนาด ไหนเรากำลังมองหาที่พักระหว่างทางอยู่นะครับ”
สุภาพสตรีสามคนที่ถูกอ้างถึง หลับคอพับคออ่อนบนเบาะหลัง ตำรวจโบกมือให้คุณยุทธนาออกรถ พร้อมสำทับว่า “ ไปได้แล้ว แต่อย่าขับเร็วอีกล่ะ “
กลัวจะถูกจับเป็นหนที่สอง เราก็เลยแวะค้างคืนที่โมเต็ลแห่งหนึ่ง เขาคิดอัตราต่อหัว เรามองดูเวลาแล้วเห็นว่าจ่ายตามจำนวนจริงไม่คุ้ม ( ก็นอนแค่สามสี่ชั่วโมงเอง) เราก็เลยส่งชายหนุ่มสองคน กับน้าดารณีย์ไปลงทะเบียนเช่าห้อง น้าแอ๊ดกับแม่หมอบอยู่ในรถ ไม่มีใครตรวจสอบหรอก เพราะเรื่องนี้อเมริกันชนไม่ทำกัน ทว่าพี่ไทยถนัดนัก
ถัดมาไม่นานน้าน้อย( คนที่บินจากกรุงเทพฯมาวอชิงตัน ดี.ซี. กับแม่ ) ก็ขับรถจากรัฐเวอร์จิเนียพร้อมเพื่อนชายหนึ่งหญิงหนึ่ง มารับแม่ไปหาเพื่อนที่ เมืองDes Moins รัฐไอโอวา ระหว่างทางแม่คุยกับเพื่อนผู้หญิงของน้าน้อยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างแดนซึ่งกันและกัน พอแม่เอ่ยถึงเช้าแรกที่ Eigermann Hall เธอก็รีบเสริมว่า
“ ของคุณอึ่งยังดี roommate เป็นคนไทย เราได้roommate เป็น
ไอ้กัน มันชอบเอาเพื่อนผู้ชายมานอนด้วย เรานี่ต้องซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม แต่ก็ได้รับผลกระทบอยู่ดี”
“ อย่างไรคะ เห็นก็ไม่เห็น “ แม่ซักด้วยความสงสัย
“ เสียงค่ะ คุณอึ่ง เสียง มันครวญครางกันดีเหลือเกิน “
นี่แหละหนาที่เขาเรียกกันว่า “ อาการตกตะลึงทางวัฒนธรรม”หรือ “ cultural shock” แม่โชคดีไปที่ไม่เจออย่างเธอ
มีเรื่องสองเรื่องที่แม่ได้เรียนรู้จากการเดินทางครั้งนี้ กล่าวคือ เมื่อแม่เด็กๆ แม่ได้อ่านหนังสือเรื่องกระท่อมน้อยของลุงทอม ( Uncle Tom’s Cabin) อีไลซาเจน ตัวเอกของเรื่องได้พยายามหนีออกจากไร่ที่ตนเองเป็นทาสในฤดูหนาว หล่อนอุ้มลูกแล้วข้ามแม่น้ำมิสซิสซิปปี้โดยการกระโดดจากน้ำแข็งก้อนหนึ่งไปยังน้ำแข็งอีกก้อนหนึ่ง ตอนโน่นแม่นึกภาพไม่ออกว่าอีไลซาเจนทำได้อย่างไร แต่ตอนนี้เมื่อแม่ยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ มองเห็นน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ลอยตามกระแสน้ำมาเป็นระยะๆต่อเนื่องไม่ขาดสาย แม่ก็นึกภาพการหนีของอีไลซาเจนได้แจ่มแจ้ง โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนน้าน้อยพาไปตกปลาที่ทะเลสาบซึ่งปกคลุมด้วยน้ำแข็ง แต่พอเราหย่อนเบ็ดผ่านรอยแยกของน้ำแข็ง เราก็อาจได้ปลาไปเป็นอาหารภายในไม่กี่นาที ธรรมชาติมีอะไรให้เราพิศวงได้ตลอดเวลา ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกตุ
เรื่องที่สองที่แม่ได้เรียนรู้คือน้าน้อยเป็นคนชาตินิยมและอนุรักษ์นิยมมากทีเดียว แม่เองก็รักชาติแต่ไม่เคร่งครัดขนาดนั้น
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าคืนนั้นสถานีโทรทัศน์ได้นำเอาภาพยนตร์เรื่อง “ The King and I” มาฉายออกอากาศพอดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากนวนิยายของMagaret Landon ชื่อ Anna and the King of Siam เป็นเรื่องราวของ Anna Leonowens แม่ม่ายชาวอเมริกันซึ่งรัชกาลที่ ๔ ทรงว่าจ้างจากสิงคโปร์ให้มาสอนภาษาอังกฤษแก่พระราชโอรสและพระราชธิดาในตำแหน่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “ governess”
ก่อนที่จะสร้างเป็นภาพยนตร์ออกฉายทั่วโลกในปี ๑๙๕๖ “ The King and I” ได้เล่นเป็นละครบรอดเวย์มาแล้วตั้งแต่ปี ๑๙๕๑ เป็นจำนวนถึง ๑,๒๔๖ รอบ โดยมีYul Brynner แสดงเป็นรัชกาลที่สี่ เพื่อให้สมจริงยูล บรินเนอร์ จึงต้องโกนหัวโล้นเล่นบทดังกล่าว ซึ่งทำให้เขากลายเป็นดาราดังทันที (จากดาราที่ไม่มีคนรู้จัก) แถมยังได้รับรางวัลออสการ์ในฐานะผู้แสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมในปี๑๙๕๖ เมื่อแสดงบทนี้ซ้ำคู่กับ Deborah Kerr ในภาพยนตร์
เราคนไทยรู้กันว่ารัชกาลที่ ๔ ทรงฉลาดปราชญ์เปรื่องทางด้านวิทยาการขนาดไหน ทรงศึกษาภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองจนแตกฉาน ทรงค้นคว้าด้านดาราศาสตร์จนสามารถทำนายการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ ฯลฯ ดังนั้นการที่ฮอลลีวูดนำเรื่องราวในราชสำนักของไทยมาทำเป็นภาพยนตร์ โดยไม่สนใจข้อเท็จจริง เชิดชูแหม่มแอนนาให้เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของรัชกาลที่๔ในกิจการต่างประเทศ รัฐบาลไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามซึ่งชาตินิยมจัดอยู่แล้ว จึงประกาศแบนภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ให้ฉายในประเทศไทย
ในมุมกลับแม่มองเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ดูสิ่งที่ไม่มีโอกาสดูในบ้านเกิดเมืองนอน เลยตั้งหน้าตั้งตาดูอย่างสนุกสนาน เนื่องจากเป็นละครเพลงมาก่อน พอเป็นภาพยนตร์จึงต้องเป็นภาพยนตร์ประกอบเพลงเช่นกัน แม่เลยได้รู้จักเพลงเพราะๆอีกหลายเพลง ที่จำได้แม่นยำคือเพลง “ Getting to Know You” ซึ่งเวทีประกวดนางงามจักรวาลใช้บรรเลงบ่อยๆ
น้าน้อยเคืองพวกเรามากถึงกับออกปากบ่นออกมาดังๆว่า
“ทนดูไปได้ยังไง ทุเรศจะตาย” แล้วเธอก็เดินเข้าห้องนอนอย่างหงุดหงิด
ตัวแม่เองดูแบบศิลปะ ( หนังเรื่องนี้ได้ออสการ์ตั้งห้าตัวเชียวนะ ทั้งการกำกับการแสดง ฉากภาพยนตร์ ดนตรีประกอบ ฯลฯ ) ไม่ใช่ดูข้อเท็จจริง แม่ศึกษาประวัติศาสตร์ย่อมรู้ข้อเท็จจริงอย่างดี แต่เราจะบังคับคนอเมริกันให้คิดแบบเราได้อย่างไร เขาไม่มีระบอบกษัตริย์ คนทุกคนเสมอภาคกัน แม่อดขำท่าหัวฟัดหัวเหวี่ยงของน้าน้อยไม่ได้และจำติดตาจนถึงทุกวันนี้
อ้อ มีเรื่องตบท้ายเกี่ยวกับรัชกาลที่ ๔ นิดหนึ่ง ถ้าเต้ยกับตั้มจะเอ่ยถึงพระองค์กับชาวต่างประเทศ ขอให้เอ่ยว่า “ King Mongkut” พวกเขาจะเข้าใจทันที ถ้าใช้ “King Rama IV” อาจจะต้องอธิบายกันยาว
ฤดูกาลในขั้วโลกเหนือเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมาก จาก winter ที่อากาศหนาวเย็น หิมะปกคลุมขาวโพลน มาเป็น spring ที่อากาศกำลังสบาย ต้นไม้เขียวขจี แล้วก็ summerที่อากาศร้อนไม่แพ้ประเทศไทย หากดอกไม้บานสะพรั่ง หลากสีสวยงามทั่วบริเวณทั้ง ๒๐๐๐ เอเคอร์ของมหาวิทยาลัยอินเดียน่า บลูมมิงตัน ในฤดูร้อนนี่เองที่อเมริกันชนประหยัดพลังงานในระดับหนึ่ง คนหนุ่มสาวจะถีบจักรยานแทนการขับรถยนตร์ ซึ่งปลอดภัยมากเพราะมีทางจักรยาน(bike rout) โดยเฉพาะ ส่วนทางลาดชันสำหรับมนุษย์ล้อ(คนพิการที่ต้องใช้ wheel chair) มีอยู่ทุกแห่งทั้งในอาคารและนอกอาคาร แม่ชื่นชมในการดูแลคนพิการของเขามาก ไม่เหมือนบ้านเราประกาศให้มีโครงการรับนักเรียนพิการเรียนร่วมกับนักเรียนปรกติ แต่ไม่เห็นโรงเรียนใดเตรียมสถานที่พร้อมในการนี้เลย กลายเป็นภาระให้เพื่อนๆที่ปรกติต้องช่วยลากหาบกันเอง น่าเวทนาทั้งสองฝ่าย
ชาวตะวันตกมักจะเปรียบฤดูกาลกับช่วงวัยชีวิตของคน แน่นอนที่ฤดูใบไม้ผลิหมายถึงช่วงวัยเด็ก ฤดูร้อนหมายถึงช่วงวัยหนุ่มสาว ฤดูใบไม้ร่วงหมายถึงช่วงวัยกลางคน และฤดูหนาวหมายถึงช่วงวัยชรา แม่มาอยู่เมืองนอกได้สามฤดูกาลแล้ว ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา
เริ่มจากน้าแอ๋วจบการศึกษาเมื่อสิ้นฤดูใบไม้ผลิ เธอรีบเก็บกระเป๋าบินไปหาสามีที่รัฐเท็กซัสทันที ฝากน้าอี๊ดคืนอพาร์ตเมนต์ให้มหาวิทยาลัย แม่พลอยมี”งานเข้า” กับเขาไปด้วย ต้องช่วยน้าอี๊ดทำความสะอาดครัวน้าแอ๋วแทบตาย
ในสัญญาการเช่าอพาร์ตเมนต์ของมหาวิทยาลัยนั้น ผู้เช่าจะต้องทำความสะอาดห้องพักและข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างให้เหมือนกับเมื่อแรกที่เข้ามาอยู่ จะปล่อยสกปรกแล้วให้มหาวิทยาลัยริบมัดจำเสีย มหาวิทยาลัยไม่ทำเด็ดขาด เพราะค่าจ้างคนมาทำความสะอาดแพงกว่าค่ามัดจำเป็นไหนๆ ความจริงครัวน้าแอ๋วไม่ได้สกปรกมากมายอะไร แค่เธอลืมทำความสะอาดเตาอบเท่านั้นเอง แม่เลยได้บทเรียน เมื่อมาอยู่อพาร์ตเมนต์ในภายหลังจึงระมัดระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ ทำความสะอาดอ่างอาบน้ำและเตาอบหลังการใช้ทันทีทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
พอสิ้นฤดูร้อนน้าอี๊ดก็จบการศึกษาอีกคนหนึ่ง น้าทั้งสองคนมาเรียนด้านการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (TESL) แต่ไม่โชคดีเหมือนแม่เพราะต้องโดนฝึกสอน ลูกศิษย์ก็คือบรรดาศรีภรรยาของนักศึกษาจากตะวันออกกลาง ที่รัฐบาลสู้อุตส่าห์ออกเงินให้มาอยู่กันทั้งครอบครัว คราวหนึ่งมีการสอนศัพท์เกี่ยวกับเครื่องประดับสตรี น้าอี๊ดต้องขอยืมถนิมพิมพาภรณ์จากเพื่อนๆคนไทยไปเป็นอุปกรณ์การสอน บางครั้งคุณครูก็พาลูกศิษย์ไปจ่ายกับข้าวเพื่อเรียนรู้ศัพท์ด้านอาหาร เห็นแล้วก็สนุกดี แต่ถ้าสอนเองคงไม่เอา
แม่กับคนอื่นๆอีกสองสามคน(รวมทั้งน้ากี้) เตรียมการขอย้ายไปอยู่
อพาร์ตเมนต์ของมหาวิทยาลัยไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายประการหนึ่ง
( ที่หอพักจะเปลืองเรื่องค่าอาหาร) และต้องการความเป็นส่วนตัวอีกประการหนึ่ง (ในการปรุงอาหารไทย และสังสันทน์ในหมู่เพื่อนฝูง) มหาวิทยาลัยไม่ได้ตรวจสอบอะไรมากมาย
บอกอะไรเขาเชื่อทั้งนั้น บางคนก็บอกว่าคู่หมั้นจะมา บางคนก็บอกว่าสามีหรือภรรยาจะมา ความจริงอยู่คนเดียวแท้ๆ
แม่ได้ห้องพักที่ Evermann Apartment ที่เดียวกับน้าแอ๋ว เป็นตึกที่อยู่อาศัยสามชั้น ชั้นใต้ดินเป็นที่ซักเสื้อผ้า และเก็บของเหลือใช้ของบรรดาผู้เช่า ห้องพักเป็นแบบ studio มีห้องๆเดียวเป็นทั้งห้องนั่งเล่น และห้องนอนไปในตัวโดยใช้sofa bed มีห้องครัวเล็กๆ แต่อุปกรณ์ครบครัน ห้องเก็บของ ห้องน้ำและตู้เก็บเสื้อผ้า แม่เตรียมการกระทั่งขอโทรศัพท์ล่วงหน้าเพราะกลัวจะยากเย็นเหมือนเมืองไทย ที่ไหนได้ขอวันนั้น วันรุ่งขึ้นก็มาติดตั้งให้เลย เลือกได้ทั้งแบบเครื่องรับโทรศัพท์ ( แบบตั้งโต๊ะ แบบแขวน แบบหมุนหมายเลข หรือแบบกดปุ่ม) และรูปแบบการใช้บริการ(เหมาจ่ายรายเดือน จ่ายตามที่ใช้จริง) ที่สำคัญเลือกหมายเลขโทรศัพท์ได้เองด้วย(แต่เท่าที่มีว่างนะ) ทั้งไม่มีการเสียค่าติดตั้งใดๆ ยกเว้นค่ามัดจำ ๕๐ เหรียญ ซึ่งจะคืนให้เมื่อเราเลิกสัญญาเช่า
ส่วนอื่นๆที่ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้จัดให้ แม่ต้องหาเอง โดยเฉพาะเครื่องบำรุงบำเรอความสุขต่างๆ เช่น เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง (ตอนอยู่หอพัก ไม่ได้แตะต้องของพวกนี้เลยเพราะเขาไม่อนุญาตให้มี) จะว่าไปแล้วมันช่วยแม่มากทีเดียวในการฝึกภาษา เพราะเปิดกรอกหูทั้งวัน
ขณะนั้นที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า บลูมมิงตัน มีนักศึกษาทั้งหมดประมาณสองหมื่นคน ( รู้สึกจะเกินจำนวนประชากรด้วยซ้ำไป) มีคนไทยอยู่ราวๆ ๔๐ คน กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ จะพบกันก็ในวาระสำคัญๆ เช่น มีแขกมาจากเมืองไทย เทศกาลสงกรานต์ หรือ คืนInternational Night เป็นต้น ตอนแม่อยู่หอพัก แม่จะเกาะกลุ่มกับน้าอี๊ด พอมาอยู่
อพาร์ตเมนต์กลุ่มเพื่อนคนไทยขยายมากขึ้น เพื่อนใหม่ที่ว่านี้ส่วนมากเป็นชายหนุ่ม(มากบ้างน้อยบ้าง) ศึกษาในSchool of Business หรือไม่ก็ School of Public Administration และได้รับทุนจากปูนซีเมนต์ไทยซึ่งมากพอที่จะนำคู่สมรสมาอยู่ด้วยได้ มีครอบครัวหนึ่งที่สนิทกับแม่และได้เดินทางกลับเมืองไทยพร้อมแม่ สามีชื่อ พี่ไฝ (สมภพ แก้วเวฬู) ส่วนภรรยาชื่อพี่แหง่ (นันทกา แก้วเวฬู)
ลุงไฝใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก นอกจากเรียนหนังสือแล้ว งานอดิเรกของลุงไฝมีหลายอย่าง ได้แก่ ตีกอล์ฟ & สนุกเกอร์ เล่นไพ่ และดื่มเบียร์ซึ่งป้าแหง่ในฐานะภรรยาที่ดี คอยหามาเติมเต็มในตู้เย็นมิได้ขาด เวลาป้าแหง่ไปซื้อเบียร์ เธอจะต้องพกI.D. Card ไปด้วยเพราะคนขายมองหน้าตาเธอแล้ว ไม่เชื่อว่าอายุเกิน๑๘ ปีขอดูบัตรประจำตัวเสมอๆ เนื่องจากป้าแหง่รูปร่างสูงโปร่ง สวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืดแล้วก็เหมือนเด็กสาวอเมริกันทั่วไป ทั้งที่อายุเกือบสามสิบแล้ว
แม่ย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์ช่วงหน้าร้อน อเมริกันชนชอบมาก พากันออกมาอาบแดดบนสนามหญ้า ส่วนพี่ไทยก็ชอบอากาศแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่ชอบแดด โดยเฉพาะสาวๆ ดังนั้นขณะที่สาวอเมริกันนุ่งน้อยห่มน้อย (กางเกงขาสั้น เสื้อคล้องคอเปิด หลัง ไหล่ที่เรียกว่า holster ) เพื่ออวดเนื้อหนังมังสาและทำให้ผิวเป็นสีแทนนั้น สาวไทยก็ยังคงนุ่งกางเกงขายาว สวมเสื้อเชิร์ตแขนยาวเพื่อกันไม่ให้ผิวถูกแดดจนคล้ำไปกว่าเดิม คงเป็นภาพที่น่าขบขันสำหรับฝรั่ง แต่แม่ก็เก็บภาพขบขันของอเมริกันชนไว้ในใจบ้างเหมือนกันนะ
หน้าร้อนอาจารย์ชอบพานักศึกษาออกนอกห้องเรียน ไปเรียนตามใต้ต้นไม้เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เรานั่งล้อมรอบอาจารย์เป็นวงกลม แม่สังเกตว่าไอ้หนุ่มที่นั่งข้างแม่เอี้ยวหน้าไปด้านข้างตลอดเวลา ไม่เคยมองตรงเลย แม่ก็เลยตรวจสอบสาเหตุ
แล้วก็ถึงบางอ้อ สาวน้อยฝั่งตรงข้ามเธอนุ่งกระโปรงยีนส์สั้นจู๋ แล้วก็นั่งชันเข่าขึ้น เปิดท่อนล่างอ้าซ่า แม่จินตนาการต่อว่าเธอคงไม่ได้ใส่ชั้นในด้วยกระมัง ไอ้หนุ่มถึงกลัวเป็นตากุ้งยิงจนยอมคอเคล็ด
สาวบางคนไม่เปิดเผยโดยตรง แต่ไม่ยอมใส่ชั้นใน ใส่เสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาวอันเบาบาง แลทะลุปรุโปร่งไปถึงไหนๆ เล่นเอาอาจารย์หนุ่มหน้าแดง เขินแทนเจ้าตัว ถ้าแม่เป็นอาจารย์ แม่จะเรียกสาวคนนั้นไปพบแล้วขอร้องว่า
“ อย่าแต่งตัวแบบนี้อีกเลยครับ มันน่าสงสารมากกว่าเซ็กซี่ “
ก็เธอไม่มีอะไรจะอวดกับเขาเลย หน้าอกแบนราบ “ เหมือนกระด้งมีลูกเกดแปะตรงกลาง” สำนวนนี้แม่ยืมจากเพื่อนแม่คนหนึ่ง ไม่ได้คิดขึ้นเอง แม่ว่ามันเก๋กว่า
“ อกไข่ดาว” เป็นไหนๆ
อเมริกันชนให้คุณค่ากับชีวิตมนุษย์ค่อนข้างมาก ความเป็นอยู่ต้องสะดวกสบาย ชีวิตตลอดจนทรัพย์สินต้องได้รับการคุ้มครอง วันดีคืนดีแม่จะได้รับโน๊ตจากทางมหาวิทยาลัยว่าจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจห้องพัก เอาละซิ แม่ต้องเก็บกวาดบ้านเป็นการใหญ่ อะไรที่ทิ้งได้ต้องทิ้งให้หมด โดยเฉพาะพวกที่สามารถเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างดี เช่น หนังสือพิมพ์เก่าๆ ทางมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้เก็บในห้องพักเด็ดขาดเพราะเกรงอันตรายจากไฟไหม้ แม่ติดนิสัยนี้กลับเมืองไทย อะไรที่ไม่ใช้ประโยชน์แล้วแม่จะบริจาคหรือเก็บทิ้งหมด จนถูกพ่อค่อนแคะว่าเป็น”อีลูกช่างทิ้ง” แม่ก็แอบค่อนแคะพ่อกลับเหมือนกันว่า
“ ไอ้ลูกช่างเก็บ”
ตอนนี้แม่ทำอาหารกินเองแล้ว เลยได้โอกาสเลี้ยงตอบแทนอาจารย์ที่ปรึกษาและภรรยา แม่ทำอาหารง่ายๆแต่ฝรั่งดูก็รู้ว่าใช้เวลาพอควร อาหารที่เลี้ยงอาจารย์ประกอบด้วย ปอเปียะทอด ผัดวุ้นเส้น และต้มไข่พะโล้ เครื่องปรุงรสอาหารนั้นเราไปหาซื้อจากร้านเกาหลีซึ่งมีแห่งเดียวในบลูมมิงตัน เวลาทำอาหารไทยก็ต้องดัดแปลงเอาตามสภาพจริง เช่น อยากตำส้มตำต้องใช้แครอทแทนมะละกอ เส้นขนมจีนแบบไทยไม่มีก็ใช้เส้นบะหมี่เกาหลีแทน เป็นต้น ต่อมาได้รู้จักร้านคนไทยในนครชิคาโก แม่จึงใช้วิธีสั่งของทางไปรษณีย์และเก็บเงินปลายทางแทน
พอมีครัวเป็นของตนเอง เราก็เริ่มสังสันทน์บ่อยขึ้น ผลัดกันเวียนเป็นเจ้าภาพคนละมื้อ นักศึกษาอเมริกันจะมีปาร์ตี้ระหว่างสุดสัปดาห์โดยเฉพาะคืนวันศุกร์และคืนวันเสาร์ เอากันให้สุดเหวี่ยงไปเลย แต่นักศึกษาไทยพิเศษกว่านั้น เราสามารถเลี้ยงฉลองกันได้ทุกเมื่อ แถมบางครั้งยังแกล้งเพื่อนให้เสียคนอีก เช่น เย็นหนึ่ง แดดร่มลมตก ชาวEvermann Apartment ทำอาหารมารับประทานร่วมกันหน้าบ้านลุงไฝ นักศึกษาไทยคนหนึ่งเดินผ่าน หอบตำราเต็มอ้อมแขน
“ จะรีบไปไหน แวะทานข้าวกันก่อน “ ลุงไฝร้องเรียกฐานะเจ้าของบ้านที่ดี
“ ขอบคุณครับ แต่ผมต้องรีบทำรายงานส่งอาจารย์ “
ลุงไฝผู้ไม่ยอมแพ้ หันมาขอความเห็นพวกเราด้วยสายตา พวกเราพยักหน้าพร้อมกันเป็นเชิงเห็นชอบ ลุงไฝตะโกนกลับไปว่า
“ เดี๋ยวเราจะตั้งวงรัมมี่กันนะ ไม่สนหรือ”
เท่านั้นเองขาที่กำลังก้าวพรวดๆไปทางหอสมุดกลาง( Main Libraryในขณะนั้น ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นHerman B Wells library) ก็เลี้ยวขวับกลับมาทันที พวกเราหัวเราะกันทั้งวง เพราะเป็นที่รู้กันว่ารายนี้ชอบเล่นรัมมี่เป็นชีวิตจิตใจ
อเมริกันชนที่เป็นเพื่อนบ้านนักศึกษาไทยคงต้องมีความอดทนน่าดู ทนฟังเสียงคุยเท่านั้นไม่พอ ยังต้องทนดมกลิ่นอาหารไทยที่แสนจะหอมหวนในความเห็นของพวกเรา แต่สุดแสนร้ายกาจในความเห็นของพวกเขา โดยเฉพาะกลิ่นน้ำปลาผสมกระเทียม! ซึ่งเราจำต้องใช้เป็นประจำเมื่อทำอาหารไทย
แม่ได้ประจักษ์ความจริงข้อนี้ เมื่อวันหนึ่งแม่สังเกตเห็นกระดาษเขียนแปะติดที่ประตูห้องพักตรงข้ามห้องแม่ด้วยปากกาสีน้ำเงินแล้วขีดเส้นใต้ที่สำคัญด้วยปากกาสีแดง สรุปใจความว่า “ ใครบางคนแถวนี้ ทำอาหารที่มีกลิ่นรุนแรงมาก สามารถแจ้งความตำรวจให้ดำเนินการในฐานทำการข่มขืนทางจมูก( nasal rape)ได้”
อ่านประโยคแรกก็เห็นใจดีหรอก แต่พอถึงประโยคหลัง แม่ชักยัวะ หน่อยแน่มาขู่กันหรือ ว่าแล้วค่ำวันนั้นเองมีงานเลี้ยงที่ห้องพักแม่พอดี แม่แกล้งพาเพื่อนคนไทยไปยืนอ่านประกาศนั้นดังๆ แล้วส่งเสียงแสดงความไม่พอใจ ได้ผลแฮะ เช้าวันรุ่งขึ้นกระดาษ
แผ่นนั้นถูกปลดออกเรียบร้อย ตั้งแต่นั้นมาเพื่อนบ้านของแม่ไม่เคยบ่นอีกเลย ไม่ว่าจะถูก
nasal rape อีกกี่สิบครั้งก็ตาม
ช่วงนี้อีกเช่นกันที่แม่เริ่มซื้อแผ่นเสียงสะสม จนเป็นกล่องใหญ่ดังที่เต้ยและตั้มเห็น เริ่มจากนักร้องคนโปรดของแม่ Nat King Cole, Frank Sinetra, Perry Como…….ไปจนถึงวงดนตรีที่กำลังโด่งดังในขณะนั้น The Carpenter สงสัยไหมทำไมแม่ไม่สะสมแผ่นเสียงของ Elvis Presley แม่ก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมไม่คลั่งไคล้เอลวิส อาจเป็นเพราะเห็นป้าเอื้องเป็นแฟนเอลวิส แล้วทะเลาะกับคุณทวดของลูก (คุณตาของแม่) เป็นประจำตั้งแต่แม่ยังเรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนต้น การฟังเพลงร็อคให้มันจะต้องเปิดเสียงดัง หลานกับตาเลยไม่ลงรอยกัน เพราะตาอยากงีบกลางวันก็งีบไม่ได้ แม่ก็เลยเซ็งกับสไตล์การร้องของเอลวิสตั้งแต่นั้น แถมก่อนแม่เดินทางกลับ Elvis ตระเวณเล่นคอนเสิร์ตมาจนถึงบลูมมิงตัน นักศึกษาไทยแห่กันไปดู กลับมาเล่าให้ฟังด้วยความตื่นเต้นว่าราชาเพลงร็อคยิ่งใหญ่ขนาดไหน ขยับตัวที คนฟังก็กรี๊ดที มีสาวไทยนางหนึ่งบังเอิญตะครุบผ้าพันคอของเอลวิสได้ เธอคุยฟุ้งไปหลายอาทิตย์ แต่ตอนนั้นแม่ฟังแล้วเฉยๆ เสียดายค่าบัตร ๕๐ เหรียญมากกว่าเสียดายที่ไม่ได้ดู Elvis in Live
ห้องพักที่Evermann ติดตั้งเฉพาะเครื่องทำความร้อน ไม่มีเครื่องปรับอากาศ แม่จึงคลายร้อนด้วยการใช้พัดลมเป่า แล้วเปิดกระจกหน้าต่างให้อากาศภายนอกผ่านเข้ามา หรือไม่ก็หอบหนังสือไปนอนอ่านใต้ต้นไม้ ดูกระต่ายป่ากระโดดตามพุ่มไม้ แถมด้วยนก
คาร์ดินัล(cardinal) ขนสีแดงแปร๊ดส่งเสียงขับร้องเพลงให้ฟังเหนือศีรษะ นกชนิดนี้เป็นนกประจำถิ่นทวีปอเมริกาเหนือและเป็นนกประจำรัฐอินเดียน่าอีกด้วย แม่มีโอกาสเห็นมันบ่อยๆก็ตอนหน้าร้อนนี่เอง
กลางวันวันหนึ่งแม่กำลังพักผ่อนอย่างมีความสุข หลับตาฟังเพลงของนักร้องที่ชื่นชอบ พลันได้ยินเสียงคนเคาะประตู เปิดออกไปเจอเพื่อนบ้านข้างเคียง(ฝั่งตรงข้ามสงบศึกไปแล้ว) สาวเจ้ามองหน้าแม่แล้วก็กล่าวอย่างไพเราะว่า
“ ขอโทษนะคะ ความจริงฉันเป็นคนชอบฟังดนตรีมาก แต่ฉันต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบพรุ่งนี้ คุณกรุณาหรี่เสียงสเตริโอลงหน่อยได้ไหมคะ”
ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แม่ทำตามคำขอร้องแต่นึกในใจว่า “ไว้ทีตูบ้างอย่าส่งเสียงดังก็แล้วกัน โดนตูเอาคืนแน่ “
แม่ยังไม่ได้มีโอกาสเอาคืนเลย อีกไม่กี่วันต่อมาเพื่อนบ้านแม่รายเดิมก็มาเคาะประตูอีก คราวนี้แม่แน่ใจว่าไม่ได้ทำอะไรรบกวนเธอ จึงถามว่า
“ มีอะไรรึคะ”
“ คือฉันจะซ่อมกระดุมเสื้อนะคะ อยากขอยืมด้ายกับเข็มของคุณหน่อย” เจ้าหล่อนกล่าวหน้าตาเฉย ราวกับไม่เคยมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันมาก่อน แม่อึ้งไปครู่หนึ่ง อยากถามต่อว่า “ แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าฉันเป็นแม่ศรีเรือน ขนาดมีเข็มด้ายให้คุณยืม” แต่แม่ก็ไม่ได้ถาม แถมยังเดินกลับไปหยิบของที่เจ้าหล่อนต้องการมาให้แต่โดยดี
แม่ไม่คิดจะพึ่งพาอาศัยเพื่อนบ้านเท่าไร ก็เลยไม่ได้ทำความรู้จักมักคุ้นกับใครสักคน แม้แต่รายที่เล่าให้ฟังนี้แม่ยังจำชื่อไม่ได้เลย คิดว่าคงไม่ต้องสัมพันธ์กันอีกแล้ว ที่ไหนได้หลังจากนั้นไม่กี่วันเธอก็มาเคาะประตูห้องแม่อีก สีหน้ายิ้มแย้มมากกว่าปรกติ แม่ยังไม่ทันอ้าปาก เพื่อนบ้านแม่ก็ชิงพูดก่อน
“ วันนี้คู่หมั้นฉันมาเยี่ยมนะคะ อยากขอยืมถ้วยซุปคุณสักใบหนึ่ง จะได้ไหมคะ”
แม่ชักสงสัยว่าเพื่อนบ้านแม่ตามีเรดาร์หรืออย่างไร ถึงรู้ว่าแม่มีสิ่งที่เธอต้องการ เพราะแม่ไม่เคยให้เธอได้ก้าวล่วงธรณีประตูแม่เลยสักครั้งเดียว หากแม่เองกลับเป็นฝ่ายได้ไปจิบน้ำชาในห้องพักเธอ หลังจากคู่หมั้นกลับไปแล้ว เพื่อนบ้านจึงเชิญแม่ไปเลี้ยงน้ำชาแทนคำขอบคุณ
อเมริกันชนมักเป็นอย่างนี้แหละ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่เอามาเก็บให้ขุ่นเคืองใจ ต่างกับบ้านเรา ต่อหน้าเขาให้แสดงความคิดเห็นก็ไม่ยอมแสดง แต่ลับหลังว่าสาดเสียเทเสีย แม่ชอบลักษณะแบบนี้ของอเมริกันชนมากกว่า โดยเฉพาะในการทำงาน เพราะจะได้ระดมพลังสมองได้เต็มที่ เป็นประโยชน์กับองค์กรอย่างยิ่ง ตอนอยู่กรมวิชาการ แม่จึงถูกค่อนขอดจากเพื่อนร่วมงานบางคนว่า “คุณธนาลัยเขาเหมือนฝรั่ง” แต่ถ้าเป็นเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติ เขาจะพูดว่า “ อาจารย์ธนาลัยไม่น่าทำงานรัฐบาล น่าทำงานองค์กรระหว่างประเทศมากกว่า” ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตาม แม่ถือว่าแม่มีหน้าที่ต้องรับใช้ประเทศชาติและพยายามแก้ไขสังคมไทยให้ดีขึ้นตามกำลังสติปัญญาอันน้อยนิดของแม่จนกว่าสิ้นอายุขัย
แม่โชคดีที่ไปเรียนอเมริกาช่วงเกิดเหตุการณ์สำคัญๆหลายอย่าง เช่น การยุติสงครามเวียดนาม การเลือกตั้งประธานาธิบดี และการฉลองเอกราชครบรอบสองร้อยปี เราคงต้องเริ่มด้วยสงครามเวียดนามซึ่งนักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นสงครามที่ยาวนานที่สุดของมนุษยชาติ ( ๑ พฤศจิกายน๑๙๕๕-๓๐ เมษายน ๑๙๗๕)
เวียดนามเป็นประเทศที่น่าสงสารในสายตาของแม่ ไม่เคยได้ลิ้มรสคำว่า
”อิสรภาพ” มากสักเท่าไร การที่ต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลของจีนมายาวนาน หลังจากนั้นยังอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม พวกเขาพยายามทำสงครามกู้เอกราชมาตลอด และหวังว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สองพวกเขาคงได้เอกราชเสียที เนื่องจากพวกเขาได้ช่วยฝ่ายสัมพันธมิตรต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นอย่างเข้มแข็ง
ที่ไหนได้ ปรากฏว่ามหาอำนาจบิดพลิ้วไม่ยอมปล่อยอาณานิคมในอินโดจีนฝรั่งเศสให้เป็นอิสระตามสัญญา ประกอบกับจีนแผ่นดินใหญ่ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ ๑๙ กรกฏาคม ๑๙๔๙ ชาวเวียดนามผู้รักชาติส่วนหนึ่ง ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตและจีน ขณะที่ฝรั่งเศสเองก็ขอกองกำลังทางทหารจากสหรัฐอเมริกามาสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามโดยอ้างความปลอดภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามทฤษฎีโดมิโน
สงครามกู้เอกราชของเวียดนามจึงกลายเป็นสงครามอุดมการณ์ระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยและฝ่ายคอมมิวนิสต์ไปโดยปริยาย
มีอเมริกันชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามครั้งนี้ ตอนแม่ไปถึงใหม่ๆ เพื่อนชาวอเมริกันบางคนเลียบเคียงถามความเห็นแม่ แม่ก็ตอบสั้นๆว่า
“ เป็นเรื่องภายในครอบครัว คนภายนอกไม่สมควรยุ่งเกี่ยว “
“ นั่นซินะ ทำไมรัฐบาลฉันยังบ้าส่งทหารไปตายอยู่ได้” เพื่อนว่า พลางส่ายหน้าประกอบเป็นเชิงเอือมรัฐบาลของเธอ
ขณะเดียวกันแม่ก็มีเพื่อนชาวเวียดนามที่ได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้มาศึกษาปริญญาเอกด้านวรรณคดีชื่อ “ทุย” เธอชอบนั่งคุยปรับทุกข์กับพวกเรา เพราะถือว่าเป็นชาติเอเชียด้วยกัน เข้าใจและเห็นใจกันมากกว่าอเมริกันชน ทุยเล่าว่าในวันที่เมืองเว้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกองกำลังเวียดนามเหนือ หรือเวียดกง เพื่อนสาวชาวเวียดนามคนหนึ่งของเธอ ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่เมืองบอสตัน ได้กระโดดให้รถทับตาย เนื่องจากเธอแน่ใจว่าเธอไม่เหลือใครอีกแล้ว คนในครอบครัวของเธอจะต้องถูกพวกเวียดกงสังหารหมดทุกคน
“ ครอบครัวฉันก็เหมือนกัน เราอยู่ในบัญชีดำของพวกเวียดกง ฉันยังไม่รู้เลยว่าถ้าไซ่ง่อนแตกจริงๆ พ่อแม่ พี่น้องฉันจะหลบหนีออกมาได้หรือเปล่า “ ว่าแล้วทุยก็น้ำตาไหลพราก พวกเราได้แต่มองหน้ากัน ไม่รู้จะช่วยอย่างไร หากคอยปลอบใจให้คิดในแง่ดีก่อนว่าทุกคนอาจปลอดภัยก็ได้
ประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด(Gerald Ford ) ได้ประกาศผ่านทางโทรทัศน์ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๑๙๗๕ ให้ยุติสงครามเวียดนามและความช่วยเหลือทุกอย่างแก่รัฐบาลเวียดนามใต้ ประธานาธิบดีฟอร์ดผู้นี้ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนประธานาธิบดี Richard Nixon ซึ่งชิงลาออกก่อนจะถูกไต่สวนดำเนินคดีกรณีอื้อฉาววอเตอร์เกต
สรุปแล้วในสงครามเวียดนามมีชาวเวียดนามเสียชีวิตทั้งสิ้น ๓-๔ ล้านคน ชาวลาวและชาวเขมร ๑.๕-๒ ล้านคน ชาวอเมริกัน๕๘,๑๕๙ คน ( จำนวนนี้ถือว่ามหาศาลสำหรับอเมริกันชน)
สำหรับทุย เป็นที่น่ายินดีที่เพื่อนทหารอเมริกันได้ช่วยอพยพสมาชิกในครอบครัวเธอทุกคนขึ้นเครื่องบินมาสหรัฐอเมริกาก่อนไซ่ง่อนแตกได้เพียงวันเดียว
เพื่อตอบแทนบุญคุณ ทุยก็เลยตกลงใจแต่งงานเป็นภรรยาเพื่อนทหารอเมริกันคนนั้นเสียเลย ไหนๆไม่มีประเทศจะกลับแล้วนี่ ช่างแฮปปี้เอนดิ้งเสียนี่กระไร
แม้จะเพิ่งตั้งประเทศมาไม่นาน เทียบเท่าสมัยกรุงธนบุรีของเรา
( สหรัฐอเมริกาประกาศเอกราชเมื่อ ๑๗๗๖) แต่สหรัฐอเมริกาก็ได้ขยายดินแดนไปฝั่งตะวันตกอย่างรวดเร็ว ด้วยการทำสงครามเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่ซื้อขายโดยสุจริตมีน้อย ที่น่าสงสารเห็นจะเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมของอเมริกาเหนือ ที่เรียกกันว่า ชาวอินเดียนแดง พวกนี้ถ้าไม่ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอเมริกัน ก็ต้องไปอยู่อาศัยในอาณานิคมของตัวเอง(territory)และค่อยๆสาปสูญไปในที่สุด
เราเคยถกกันสนุกๆว่า ตำราเรียนทั้งหลายเขียนผิดที่ให้เกียรติคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นผู้ “ค้นพบ” ทวีปอเมริกา เพราะตามความเป็นจริงชาวอินเดียนแดงได้”ค้นพบ” ทวีปอเมริกามานานนมแล้ว
รัฐบาลสหรัฐฯเตรียมการเฉลิมฉลอง “ American Revolution Bicentennial” อย่างยิ่งใหญ่ล่วงหน้าหลายปี โดยแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นหลายชุด และประธานาธิบดีฟอร์ดได้เป็นประธานเปิดการเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๑๙๗๕ งานส่วนใหญ่จัดทางฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นอาณานิคมอังกฤษสมัยแรกและประกาศตนเป็นเอกราชต่อเมืองแม่กลายเป็นประเทศใหม่ขึ้นมาเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๑๗๗๖ จุดเด่นของงานจึงอยู่ที่วันที่ ๓-๔ กรกฎาคม ๑๙๗๖ สถานีโทรทัศน์ทุกช่องทำรายการพิเศษโดยเฉพาะสำหรับงานนี้ เช่น ช่องCBS นำเสนอรายการต่อเนื่อง ๑๔ ชั่วโมง โดยพิธีกรคนดัง Walter Cronkite ดำเนินรายการ
แต่ที่แม่จำติดตาติดใจคือการถ่ายทอดสดการทำคลอดทารกคนแรกที่เกิดวันที่ ๔ กรกฎาคม ๑๙๗๖ ซึ่งมีหลายคนแน่นอนเนื่องจากสหรัฐอเมริกามีพื้นที่กว้างขวาง นอกจากทารกทุกคนจะได้รับของขวัญจากเอกชนมากมายแล้ว รัฐบาลยังให้ทุนการศึกษาฟรีจนถึงปริญญาตรีอีกด้วย แม่ไม่แน่ใจว่าพ่อแม่ทารกเหล่านั้นวางแผนล่วงหน้ารึเปล่า หรือว่าเป็นพรหมลิขิตอย่างที่เต้ยเชื่อ?
พร้อมๆกับการเฉลิมฉลองเอกราชสองร้อยปี สหรัฐอเมริกาก็ต้องเตรียมการเลือกตั้งผู้นำประเทศ ( Presidential election) อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน ๑๙๗๖ แม่ได้มีโอกาสร่วมบรรยากาศหยั่งเสียงขั้นต้นเท่านั้นแต่ก็ลุ้นสุดตัวไปกับเขาด้วย เดาซิว่าแม่เชียร์พรรคใดระหว่างรีพับลิกันกับเดโมแครต
ดังที่เกริ่นมาแล้วข้างต้นว่า ประธานาธิบดีฟอร์ดนั้นสืบทอดตำแหน่งจากประธานาธิบดีนิกสันตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มาจากกันเลือกตั้งโดยตรง
อย่างไรก็ตามฝ่ายรีพับลิกันพิจารณารอบคอบแล้วก็ไม่เห็นใครจะดีกว่านี้ จึงเสนอประธานาธิบดีฟอร์ดเป็นตัวแทนพรรคเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งในสมัยต่อไป
ฝ่ายเดโมแครตค่อนข้างสรรหาผู้แทนเข้าชิงตำแหน่งลำบากกว่า เพราะไม่มีดาวดวงเด่นทางการเมืองเหลืออยู่เลย ครั้งหนึ่งเคยหวังจะได้ Robert Kennedy มาสืบทอดต่อจากพี่ชายแต่ก็ถูกลอบสังหารเสียก่อน ครั้นจะเอาน้องชายคนถัดมา คือ Edward Kennedy บารมีก็ยังไม่สูงพอ แถมด้วยเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว ทำให้คณะกรรมการสรรหาของพรรคเดโมแครต ต้องทำการค้นหา “ช้างเผือก” จนกระทั่งไปพบเข้าที่มลรัฐจอร์เจียในตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ เขาผู้นั้นมีชื่อว่า James Carter หรือที่คนทั้งโลกรู้จักในนาม จิมมี่ คาร์เตอร์
จิมมี่ คาร์เตอร์ เป็นลูกเจ้าของไร่ peanut มีฐานะดีพอควร ประวัติส่วนตัวไม่มีอะไรด่างพร้อย ซื่อสัตย์ต่อครอบครัวว่างั้นเถอะ ไม่เหมือนตระกูลเคนเนดี้ที่เมียเผลอเป็นไม่ได้ จิมมี่ยังไม่อยากฝันไกลไปถึงตำแหน่งประธานาธิบดี เนื่องจากเพิ่งลงมาเล่นการเมืองไม่นาน โดยปรกติแล้วผู้ที่เป็นตัวแทนพรรคมักมาจากวุฒิสมาชิกไม่ใช่ผู้ว่าการรัฐเล็กๆอย่างรัฐจอร์เจีย แต่เขาก็ตื่นเต้นเมื่อได้รับการทาบทามให้เป็นตัวแทนพรรค
“ Mother, what do you think if I run for the President ?” จิมมี่ถามความเห็นจากมารดา ตามประสาลูกที่ดี
“ President of what?” คุณแม่ย้อนถามคุณลูก เพราะคิดไม่ถึงเหมือนกัน นึกว่าจิมมี่จะลงแข่งขันเป็นประธานคณะกรรมการอะไรสักอย่างกระมัง
แม่เชียร์พรรคเดโมแครตมาแต่ไหนแต่ไร เพราะชอบนโยบายด้านการศึกษาและสวัสดิการทางสังคมของเขา ตอนนั้น แม่ชอบรอยยิ้มซื่อๆของจิมมี่ คาร์เตอร์เป็นพิเศษ แม่ลองสอบถามคนใกล้ชิด ได้แก่เพื่อนฝูงและคณาจารย์ว่าจะลงคะแนนเสียงให้ใครก็ได้ผลสรุปว่า จิมมี่ คาร์เตอร์ น่าจะชนะในรัฐอินเดียน่าทั้ง electoral vote & popular vote แม้แม่จะกลับเมืองไทยก่อนแต่ก็ติดตามการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาตลอด นิตยสารเพลย์บอย ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๑๙๗๖ ได้สัมภาษณ์ จิมมี่ คาร์เตอร์ เกี่ยวกับความคิดเห็นในเรื่องผู้หญิงและกามารมณ์ จิมมี่ได้ตอบอย่างซื่อตรงและน่ารักน่าเอ็นดูว่า
“ I’ve looked on a lot of women with lust. I ‘ve committed adultery in my heart many times “
จิมมี่ คาร์เตอร์เป็นประธานาธิบดีคนเดียวที่เคยได้ลงบทสัมภาษณ์ในนิตยสารเพลย์บอย และสามารถกำชัยชนะอย่างเฉียดฉิวในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๑๙๗๖ ด้วยคะแนนเสียงelectoral vote ๒๙๗:๒๔๑ แต่อยู่ในตำแหน่งได้สมัยเดียวเท่านั้น
งานรื่นเริงแบบไทยๆ
นอกจากการพบปะเลี้ยงสังสันทน์อย่างไม่เป็นทางการของพวกเราแล้ว นักศึกษาไทยยังมีโอกาสเจอกันอย่างเป็นทางการอีกหลายครั้ง ได้แก่ งานวันInternational Night งานนี้ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของเรื่อง ที่เราต้องดำเนินการเองทั้งหมดเห็นจะเป็นวันสงกรานต์ แล้วแถมด้วยงานเลี้ยงต้อนรับผู้ใหญ่จากเมืองไทยที่แวะมาดูงานเป็นครั้งคราว รายการหลังนี่แหละเป็นปัญหาทำให้”งานเข้าแม่” อยู่เรื่อย
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าเวลาทางมหาวิทยาลัยเชิญพวกเราไปร่วมงานนั้น มุมล่างขวาของบัตรเชิญจะพิมพ์ตัวย่อว่า R.S.V.P. ซึ่งมาจากคำเต็มในภาษาฝรั่งเศสอันแปลเป็นไทยว่า “ กรุณาตอบด้วย” แต่เอาเข้าจริง ไม่มีใครตอบมหาวิทยาลัยสักคน ทำให้อาหารหรือของว่างที่เตรียมเหลือเป็นประจำ Dr. Anderson อดรนทนไม่ได้ เลยมอบหมายให้แม่เป็นคนเช็คจำนวนนักศึกษาไทยที่จะมาร่วมงานทุกครั้ง ทั้งที่เราตั้งประธานชมรมนักศึกษาไทยไว้แล้ว แต่อาจารย์กลับไม่ใช้เขามาใช้แม่แทน
แม่ไม่เหนื่อยกาย(หมุนโทรศัพท์) เหนื่อยปาก(พูดโทรศัพท์) เท่าไรหรอก แต่เหนื่อยใจมากกับคนประเภท “ ยังไม่ได้ตัดสินใจเลย ไว้โทรมาใหม่แล้วกันน้อง” โอ้โฮ อะไรจะปานนั้นกะอีแค่เขาเชิญไปงานเลี้ยงนี่นะต้องคิดแปดตลบเชียวรึ แม่ก่น ....อยู่ในใจ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญกว่านี้มิต้องใช้เวลาคิดแรมเดือนแรมปีเลยรึ แต่ที่แม่สามารถทำได้ในขณะนั้นก็คือส่งเสียงอ่อนเสียงหวานกลับไปว่า “ ค่ะพี่ รีบๆตัดสินใจหน่อยนะคะ อาจารย์แอนเดอร์สันรออยู่”
ดร. สมศักดิ์ ชูโต มาศึกษาระบบบริหารจัดการของI.U. เพื่อนำไปใช้ในเมืองไทยถ้ามหาวิทยาลัยต้องการออกนอกระบบ เมื่อไม่นานมานี้เต้ยได้ถกปัญหานี้กับแม่ครั้งหนึ่งเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของการออกนอกระบบ เต้ยกลัวว่ามหาวิทยาลัยจะเรียกค่าหน่วยกิตสูงเกินไป แต่แม่เห็นว่ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยที่พร้อมควรออกนอกระบบได้แล้ว เพราะจะช่วยให้คุณภาพการอุดมศึกษาสูงขึ้น เห็นไหมเกือบ ๔๐ปีผ่านไป มีมหาวิทยาลัยกี่แห่งที่กล้าออกนอกระบบ ในครั้งนั้นได้มีการสำรวจความคิดเห็นของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆด้วยนะ
“ คุณเชื่อไหม มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมมากที่สุดอย่างจุฬาฯ กลับมีคณาจารย์ไม่เห็นด้วยมากที่สุดกับการออกนอกระบบ” ดร.สมศักดิ์เล่าด้วยใบหน้าเซ็งๆ
แขกคนสำคัญต่อจากดร. สมศักดิ์ ชูโต ได้แก่อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้น- ศาสตราจารย์เติมศักดิ์ กฤษณามระและภรรยา คราวนี้แม่ไม่ต้องโทรตามมาก เพราะมีอาจารย์จุฬาฯเรียนต่อที่ IU หลายคน รวมศิษย์เก่าแบบแม่อีกนับสิบ รายหลังนี้อยากมาดูเกี่ยวกับระบบเทคโนยีทางการศึกษาโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด
คอมพิวเตอร์ในปี๑๙๗๕ เป็นคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆที่มีรูปทรงใหญ่เทอะทะ
แม่โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่ไม่ต้องใช้เจ้านวัตกรรมตัวนี้เลย เพื่อนแม่ที่ทำวิทยานิพนธ์หรือเรียนสถิติจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ประเมินผล เนื่องจากจำนวนเครื่องจำกัด นักศึกษาเลยต้องคอยเข้าคิวรับบริการแถวยาวเหยียด แถมวันไหนเผลอเรอป้อนข้อมูลผิดก็จะถูกเครื่องคอมพิวเตอร์ด่ากลับมาว่า “งี่เง่า” อีกต่างหาก เจ็บแสบดีไหมล่ะ
“ ผมไม่อยากดูงานมหาวิทยาลัยใหญ่ๆอย่างที่นี่หรอกนะ” ท่านอธิการบดีสารภาพให้พวกเราฟังระหว่างงานเลี้ยงรับรอง “ มันทำให้ท้อใจ เพราะเราล้าหลังเขาเกือบ ๕๐ ปี”
เรื่องนี้แม่ยืนยันว่าจริง เอาแค่หอสมุดกลางก็พอแล้ว ตอนนั้นหอสมุดกลางจุฬาฯใช้อาคารร่วมกันกับคณะอักษรศาสตร์ ค่อนข้างคับแคบและมีหนังสือไม่มากนัก แต่หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยอินเดียน่า ซึ่งสร้างเสร็จก่อนแม่ไปไม่กี่ปีนั้น ประกอบด้วยตึกใหญ่สองหลัง หลังแรก ๑๑ ชั้นสำหรับนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย หลังที่สองมีแค่๕ ชั้นสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี การค้นหาหนังสือก็ง่ายเพราะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าช่วยเก็บข้อมูล
คราวหนึ่งแม่หาหนังสือที่แม่ต้องการใช้ไม่พบ แม่บอกกับบรรณารักษ์ให้ช่วยหา เธอใช้เวลาสองนาทีค้นข้อมูลในคอมพิวเตอร์แล้วก็เงยหน้าขึ้นมาบอกว่า
“ มีคนขอยืมไปนะคะ คุณเขียนเบอร์โทรศัพท์ทิ้งไว้ แล้วฉันจะโทรไปตามคุณ ถ้าเขาเอาหนังสือมาคืนแล้ว” ความสะดวกแบบนี้หาไม่ได้ในเมืองไทยหรอกนะจ๊ะ
ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยจัดให้มี International Night เป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติได้เผยแพร่การแสดงและวัฒนธรรมประจำชาติของตน ชาติอื่นเขาพร้อมพรักแต่งชุดประจำชาติกัน โดยเฉพาะญี่ปุ่น ตัวเล็กตัวน้อยใส่กิโมโนกันหมด พอถึงคนไทยที่จะนุ่งซิ่นหรือโจงกระเบนนั้นหาได้ยากมาก ยิ่งเด็กรุ่นใหม่ด้วยแล้วไม่ได้นึกถึงเครื่องแต่งกายประจำชาติเอาเสียเลย บางทีอาจไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคำๆนั้นหมายถึงอะไร ยังดีที่พวกผู้ชายสามารถขายผ้าเอาหน้ารอด โดยสวมเสื้อม่อฮ้อม แล้วคาดผ้าขะม้าลายหมากรุกที่เอว อุปโลกน์ให้เป็นชุดประจำชาติของหนุ่มไทย
พอมาถึงการแสดงประจำชาติก็มีปัญหาอีก สาวไทยแต่ละคนดูแล้วไม่มีทีท่าจะเป็นนางรำได้เลย จึงลงมติเป็นเอกฉันท์ให้หนุ่มไทยรับผิดชอบรายการนี้ทั้งหมด คุณพจน์รับอาสาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวจัดหาการแสดง เริ่มจากการแนะนำให้ชาวต่างชาติรู้จักผ้าขะม้าเอกลักษณ์ประจำตัวหนุ่มไทย ว่าเป็นผ้าสารพัดประโยชน์ (multi-purpose cloth) เธอลองบรรยายให้แม่ฟังว่า ผ้ามหัศจรรย์ผืนนี้สามารถใช้นุ่งแทนกางเกงก็ได้ ใช้เช็ดตัวให้แห้งแทนผ้าขนหนูก็ได้ ผูกเป็นเปลให้ลูกนอนก็ได้ ใช้ปูรองนอนแทนเสื่อก็ได้ ใช้ผูกห่อสัมภาระก็ได้ พอมาถึงตอนนี้คุณพจน์หันมามองหน้าแม่เพื่อขอตัวช่วย
“ มีอะไรอีกไหม คุณอึ่ง “ เธอถาม
“มีซิ ก็ใช้แทนเชือกเวลาจะผูกคอตายไง” แม่ตอบหน้าตาเฉย คุณพจน์หัวเราะก๊าก หลังจากนั้นไม่นานคุณพจน์ก็ไม่มีโอกาสสนุกสนานและหัวเราะเต็มเสียงเช่นนี้อีกเลย เป็นเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นเรื่องเดียวในชีวิตของแม่ตอนอยู่เมืองนอก
นอกจากนั้นก็มีการโชว์ชกมวยไทย จำได้ว่าคู่ชกเป็นคุณชูเกียรติคนหนึ่งละ แต่อีกคนจำไม่ได้ว่าใคร ที่จำคุณชูเกียรติแม่นเพราะเธอมีปัญหาเรื่องเข้าห้องไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เธอลงมาบ่นที่โต๊ะอาหารว่าเธอเข้าห้องไม่ได้ เนื่องจากมีเนคไทผูกอยู่ที่ประตู
( สัญญลักษณ์รู้กันระหว่างคุณชูเกียรติกับเพื่อนร่วมห้องว่าเจ้าหนุ่มพาแฟนมานอนด้วย ห้ามเข้าไปยุ่มย่าม) รอแล้วรอเล่า เนคไทก็ไม่ถูกปลดออกเสียที เวลาแสดงก็จวนเจียนจะถึงอยู่แล้ว ผลสุดท้ายคุณชูเกียรติรักชาติมากกว่ารักเพื่อน ตัดสินใจไขกุญแจเข้าไปโดยมีสาวๆลุ้นอยู่ข้างล่าง
“ เป็นไงคะ เรียบร้อยใช่ไหม” แม่ถามทั้งที่เห็นผ้าขะม้าคาดพุงเธออยู่แล้ว
“ ครับ แต่ผมคอเคล็ดเลยกว่าจะเปลี่ยนเสื้อเสร็จ ไม่กล้าหันไปทางเตียง” คุณชูเกียรติกล่าวพร้อมกับยิ้มแห้งๆ
ในสายตาแม่วันสงกรานต์เป็นวันที่นักศึกษาไทยในบลูมมิงตันมาพร้อมหน้าพร้อมตากันมากที่สุด แล้วเราจัดได้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบด้วย เริ่มจากเชิญอาจารย์ที่เราเคารพนับถือมาร่วมงาน แน่นอนแม่เชิญDr. Mehlinger และภรรยาในนามแม่ แล้วเราก็รดน้ำขอพรจากอาจารย์แต่ละท่าน อาจารย์ชาวอเมริกันประทับใจมาก วัฒนธรรมที่ลูกศิษย์เคารพนบนอบ คลานเข้ามารดน้ำขอพรอาจารย์นั้นไม่มีชาติใดทำแน่ที่I.U. นอกจากชาติไทย
จากนั้นเราก็เชิญแขก (นอกเหนือจากอาจารย์ ยังมีนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ) ร่วมรับประทานอาหารไทยที่สาวๆช่วยกันทำจนสุดฝีมือ แล้วต่อด้วยการรำวงเพื่อย่อยอาหาร ขณะที่รำวงคู่กับหนุ่มสิงคโปร์ แม่ก็ถูกถามแบบกวนๆว่า
“ ทำไมสาวไทยถึงมีค่านัก แตะนิดก็ไม่ได้แตะหน่อยก็ไม่ได้”
“ อ้าวก็ขนบธรรมเนียมเราเป็นอย่างงั้นนะ” แม่ตอบแล้วยิ้มหวาน
“ แล้วถ้าผมถูกตัวคุณตอนนี้ละ จะเกิดอะไรขึ้น” หนุ่มสิงคโปร์ตีหน้าทะเล้นถามต่อ
“ ฉันก็จะเตะคุณทันทีนะซิ” แม่หลุดปากออกไป คู่รำหัวเราะร่าที่แหย่แม่ให้หัวฟัดหัวเหวี่ยงได้สำเร็จ แม่อดนึกไม่ได้ว่า ถ้าไอ้หนุ่มคนนั้นจับมือถือแขนแม่จริง แม่จะกล้าทำดังที่ปากพูดหรือไม่
แล้ววันหนึ่งแม่ก็ได้ข่าวร้ายว่าคุณพจน์ป่วยต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ด้วยสาเหตุที่ไม่แจ้งชัด แต่ร่างกายเธออ่อนแอ ง่ายต่อการติดเชื้อมาก ดังนั้นเวลาพวกเราไปเยี่ยมจะต้องสวมชุดที่โรงพยาบาลจัดให้ ระยะนั้นคุณพจน์กำลังทำวิทยานิพนธ์ภายใต้การควบคุมของดร. แอนเดอร์สัน อาจารย์ดูแลคุณพจน์อย่างดีโดยดำเนินการให้การเจ็บป่วยของคุณพจน์ เป็นกรณีศึกษาของโรงพยาบาล ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น คุณพจน์เข้าออกโรงพยาบาลเมืองบลูมมิงตันเป็นว่าเล่น แต่เธอก็ยังคงทำวิทยานิพนธ์อย่างต่อเนื่องไม่ย่อท้อ
คุณพจน์โทรศัพท์หาแม่ในเย็นวันหนึ่ง น้ำเสียงร่าเริงแจ่มใสเป็นปรกติ
“ คุณอึ่ง พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า จะชวนไปอินเดียน่าโปลิสกันหน่อย”
“ มีอะไรรึคะ คุณพจน์” แม่ซัก คุณพจน์จึงบอกรายละเอียดว่า
“ ผมถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอินเดียน่าโปลิส ดร.แอนเดอร์สันจะขับรถไปเอง ผมอยากให้คุณนั่งเป็นเพื่อนอาจารย์ตอนขากลับ”
แม่จำได้ว่าคนป่วยคุยจ้อตลอดทาง
“ คุณอึ่งทราบไหม โรคที่ผมเป็นอยู่นี่นะมีอยู่แค่ ๗ รายในโลก หมอเลยต้องการศึกษาให้ละเอียด พ่อแม่อยากให้ผมกลับไปรักษาที่เมืองไทย แต่อาจารย์แอนเดอร์สันไม่ยอม”
จะยอมได้อย่างไรในเมื่ออาจารย์รู้ว่าฐานะทางบ้านของคุณพจน์ไม่พร้อมที่จะรับภาระนี้ อีกประการหนึ่งการแพทย์สหรัฐฯก้าวหน้ากว่าไทยเป็นไหนๆ ถ้าปล่อยคุณพจน์ให้ไปรักษาที่เมืองไทยก็เท่ากับดร.แอนเดอร์สัน “ เขียนด้วยมือแล้วลบด้วยเท้า” นะซิ แม่คิดอยู่ในใจไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ
เราพาคนป่วยไปลงทะเบียนเป็นคนไข้ใน นางพยาบาลหยอกคุณพจน์ว่าเป็นคนไข้ที่ชื่อยาวที่สุดของโรงพยาบาล ดูสีหน้าคุณพจน์ภูมิใจในตำแหน่งที่ได้รับ แม่ร่ำลาคุณพจน์ก่อนกลับขอให้เธอหายไวๆ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่ได้พบคุณพจน์
เมื่อแม่กลับมาเมืองไทยแล้ว แม่ยังติดตามอาการป่วยของคุณพจน์มาโดยตลอด ได้เป็นเพื่อนนั่งรถไปกับดร.แอนเดอร์สันอีกครั้งหนึ่งเพื่อแจ้งให้ครอบครัวคุณพจน์ที่โคราชทราบว่าคุณพจน์กำลังเตรียมตัวสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ และพร้อมจะกลับเมืองไทยในเดือนหน้านี้
แต่แล้ว ดร. พจน์ จันทรวีระกุลก็ไม่ได้กลับเมืองไทย เธอเสียชีวิตที่สหรัฐอเมริกาหลังจากผ่านการอนุมัติให้รับปริญญาเอกเพียงไม่กี่วัน แม่ได้ทำบุญให้อัฐิของเธอร่วมกับชาวสสวท.ที่วัดธาตุทอง อีกสองสามปีต่อมาแม่จึงค่อนข้างแน่ใจว่าคุณพจน์ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์นั่นเอง ถ้าสมมุติฐานของแม่ถูกต้อง คุณพจน์ก็คือคนไทยคนแรกที่เสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าว
แม่ศึกษาจบหลักสูตรภายในเวลาปีครึ่ง เมื่อแน่ใจว่าเขาไม่อนุญาตให้เรียนต่อปริญญาเอก แม่ก็เก็บของเตรียมตัวกลับเมืองไทยทันทีโดยไม่รอรับปริญญาด้วยซ้ำไป แม่วางแผนบินกลับพร้อมพี่ไฝและพี่แหง่ซึ่งกำลังตั้งท้องได้เจ็ดเดือน(แต่ดูไม่ออกเลย) โดยแวะเที่ยวกรุงลอนดอน๒-๓วันและกรุงโคเปนเฮเกนอีกหนึ่งคืน
แม่จำไม่ได้ว่าแวะที่ไหนก่อนที่ไหนหลัง เอาเป็นว่าพอถึงสนามบิน
ฮีทโธรว์ กรุงลอนดอนตอนเช้า เราสามคนรีบขึ้นรถเมล์สองชั้นเข้าเมือง ตรงไปพักที่ Embassy Hotel ซึ่งตั้งอยู่เยื้องกับสวนสาธารณะไฮด์ปาร์ค
พอเก็บข้าวของเข้าห้องแล้ว แม่ก็ไปที่ประชาสัมพันธ์ถามหาที่ตั้ง
สถานทูตไทย
“ Would you please give me the address of The Thai Embassy ?”
ไอ้หนุ่มกลั้นยิ้ม ชี้มือไปทางขวาของโรงแรม “ Just over there!”
แม่หน้าแตกเกือบเย็บไม่ติด โรงแรมอยู่ติดสถานทูตไทยนี่เอง จึงได้ชื่อว่า Embassy Hotel ตอนมาถึงโรงแรมก็ไม่ยักเห็นธงไตรรงค์ที่โบกสะบัดหน้าสถานทูต เรียกว่าถ้าเป็นงูโดนกัดตายแน่
แม่มีเพื่อนจบอักษรศาสตร์อีกคนหนึ่งซึ่งได้ทุนก.พ.มาเรียนที่อังกฤษ แม่ประสงค์จะให้เธอเป็นมัคคุเทศก์นำแม่เที่ยวกรุงลอนดอนในวันรุ่งขึ้น แต่เราไม่เคยติดต่อกันเลยตั้งแต่จากเมืองไทย แม่จึงจำเป็นมาขอที่อยู่ของเพื่อนจากสถานทูต
“ ดิฉันเป็นเพื่อนนักเรียนทุนก.พ. ชื่อ วินัย พงศ์ศรีเพียร อยากได้ที่อยู่ของเขา จะไปเยี่ยมนะคะ”
เจ้าหน้าที่ใช้เวลาสองสามนาทีก็เขียนที่อยู่ลงบนกระดาษแล้วยื่นให้แม่ แม่เหลือบดูนิดหนึ่งแล้วถามต่อด้วยความสงสัย
“ไม่มีเบอร์โทรศัพท์หรือคะ”
เจ้าหน้าที่คนนั้น ใช้สายตากวาดดูแม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วตอบอย่างเย็นชา
“ โทรศัพท์เป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับนักเรียนทุน”
แม่อ้าปากค้าง ตะโกนเถียงดังลั่นในใจว่า “ เฉพาะในอังกฤษเท่านั้นแหละค่ะ ที่อเมริกาเขาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสื่อสารทีเดียว ถ้าเกิดอาจารย์ป่วยมาสอนไม่ได้ จะได้สามารถบอกลูกศิษย์ทัน ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง แถมเปลืองน้ำมันอีกต่างหาก”
แต่ที่แม่ทำได้ก็คือกล่าวขอบคุณ ยกมือไหว้ลาแล้วจ้ำพรวดๆออกจากสถานทูต ตั้งใจจะไม่มาเหยียบอีกเลยตลอดการเดินทาง
บ่ายวันนั้นเราสามคนขึ้นรถเมล์ตระเวณทั่วกรุงลอนดอน แค่เห็นคนเดินพลุกพล่านซื้อของบนถนนอ๊อกฟอร์ด แม่ก็ตาลายแล้ว เราแวะดื่มที่ผับแห่งหนึ่งเพื่อดูบรรยากาศ ตบท้ายด้วยอาหารจีนมื้อค่ำที่ย่านโซโห จากนั้นจึงหาทางไปบ้านเพื่อนแม่ กว่าจะเจอก็เข้าไปสามทุ่มแล้ว ลูกลองวาดภาพดูก็แล้วกันว่าเมื่อได้ยินเสียงกริ่งแล้วมาเปิดประตู เจอแขกที่ไม่คาดฝัน เจ้าของบ้านจะทำหน้าอย่างไร
ลุงวินัย ( ขอยกย่องให้อาวุโสหน่อย) เชื้อเชิญแขกให้เข้าไปในห้องพัก ซึ่งเป็นห้องกว้าง แล้วแต่ผู้อาศัยจะจัดมุมไหนเป็นอะไร ไม่ได้กั้นเป็นสัดส่วนเหมือนห้องพักของแม่ในอเมริกา ยิ่งพอรู้ค่าเช่าเข้าแล้วต้องอุทานในใจว่า” โคตรแพง” แต่ลุงวินัยก็มีเพื่อนร่วมห้องเป็นรุ่นน้องอักษรฯมาช่วยแชร์ค่าใช้จ่าย
“ นี่ธนาลัย ลองบอกหน่อยซิว่าเรียนอย่างไรถึงได้จบเร็วนัก” ลุงวินัยซัก หลังจากเราไต่ถามทุกข์สุขกันได้ครู่ใหญ่
แม่ขี้เกียจอธิบายยาว เลยสรุปว่า “ ก้อที่อเมริกาเขาเปิดโอกาสให้ทุกคนเสมอภาคกันด้านการศึกษา คุณอยากเรียนอะไร สูงแค่ไหนเรียนไปเถอะ แล้วไปพิสูจน์ความสามารถที่การทำงานอีกครั้ง”
ลุงวินัยยักไหล่ แล้วต่อด้วยประโยคที่ทำให้แม่จี๊ดขึ้นสมอง “ แต่อย่างไรผมก็ยังอยากเป็นผู้ดีอังกฤษอยู่ดี”
ถ้าไม่คิดว่าต้องพึ่งพาให้เป็นมัคคุเทศก์ละก้อ แม่คงสะบัดก้นกลับที่พักแล้ว
แต่ครั้งนั้นต้องฝืนใจยักไหล่บ้าง เป็นนัยว่า “ ฉันไม่สนที่จะเป็นผู้ดีอังกฤษ”
แล้วเราก็นัดแนะที่จะเจอกันในวันรุ่งขึ้น
“ พรุ่งนี้บ่ายโมงตรง เจอกันที่ลอบบี้โรงแรม “ ลุงวินัยสั่ง แถมท้ายด้วยประโยคภาษาอังกฤษว่า “ Please be on time !”
แม่รีบลงมารอลุงวินัยพร้อมลุงไฝและป้าแหง่ที่ลอบบี้โรงแรมตั้งแต่เที่ยงครึ่ง แต่ท่านผู้ดีอังกฤษโผล่มาตอนบ่ายโมงครึ่ง แม่แกล้งชี้ที่นาฬิกาข้อมือแล้วพูดเรียบๆว่า
“ เราเป็นกุ๊ยอเมริกัน แต่ที่นั่นเขาถือมากเรื่องตรงต่อเวลา”
“ สงสัยนาฬิกาคุณเสียแล้วล่ะ” ลุงวินัยกล่าวหาเพื่อแก้เขิน
แล้วผู้ดีอังกฤษก็พากุ๊ยอเมริกันสามคนไปชม Hampton Court Palace ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ เทมส์ London Bridge หอนาฬิกาBig Ben ( แม่โชคร้าย พลาดฟังเสียงบอกเวลาเพราะกำลังอยู่ระหว่างช่วงซ่อมแซมหอพอดี) แล้วจบลงที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทูซโซ่ ที่นี่แม่รู้สึกเมื่อยขาเลยนั่งแปะบนม้ายาวข้างๆคุณป้าคนหนึ่ง หันไปยิ้มเพื่อทักทายตามมรรยาท ที่ไหนได้คุณป้ากลายเป็นหุ่นขี้ผึ้งของอากาธา คริสตี้ (Agatha Christie) นักเขียนเรื่องสืบสวนชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกไปเสียนี่
จากอังกฤษเราต้องแวะไปเปลี่ยนเครื่องบินที่กรุงโคเปนฮาเกนและค้างคืนหนึ่งคืน มาครั้งนี้เป็นฤดูร้อน อากาศในกรุงโคเปนฮาเกนกำลังดี พระอาทิตย์ตกก็เกือบสี่ทุ่ม เราจึงเดินเที่ยวได้เต็มที่ พอท้องร้องเราแวะเข้าภัตตาคารอาหารไทยเพื่อทานมื้อเย็น แล้วเราก็เจอคนสำคัญจากเมืองไทยโดยบังเอิญ ท่านมาเป็นลูกค้าเช่นเดียวกับเรา เดาซิจ๊ะว่าใคร รับรองว่าลูกคิดไม่ถึงแน่เพราะท่านเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช จ้ะ
หลังอาหารค่ำ เราเดินย่อยอาหารในสวนทิโวลี(Tivoli Garden) ซึ่งมีกิจกรรมบรรเทิงเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่สวนสนุกไปจนถึงวงดนตรีคลาสสิก พอเหนื่อยเข้าเราก็ซื้อไอศกรีมเดินแทะกินไปเรื่อยๆจนถึงโรงแรม ในชีวิตแม่ค่ำนี้เป็นหนึ่งใน “ The Loveliest Night of the Year “ ที่จะตราตรึงในความทรงจำตลอดไป
แม่ขอจบการเล่าเรื่อง” เมื่อแม่เป็นนักเรียนนอก” ไว้เพียงเท่านี้ การเขียนถึงสถานที่ เหตุการณ์ และบุคคลที่เรารักใคร่ ผูกพันนำความสุขมาให้แม่อย่างยิ่ง แม้ว่าหลายคนได้จากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม ( คุณลุงชาติชาตรี คุณเปี๊ยก คุณพจน์ ฯลฯ )
หวังว่าลูกทั้งสองจะได้รับความรู้ ความเพลิดเพลิน ตลอดทั้งแง่คิดตามสมควรนะจ๊ะ ถ้าแม่มีเวลาและขยันพออาจจะเขียนตอนที่สอง( นักเรียนนอกที่อิตาลี)และตอนที่สาม ( นักเรียนนอกที่นิวซีแลนด์) ให้ลูกได้อ่านตามลำดับจ้ะ
ด้วยรักและห่วงใยเสมอ
แม่
๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๓










